SATTAS's profileSaTTaSPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
19 February ที ลอ ซู @ 2539น้ำตกที่มีความสวยงาม และ ยิ่งใหญ่แห่งภาคตะวันตก
ปีนี้ ก็ผ่านมา 10 ปี หลังจากที่ผมได้ไปเที่ยวน้ำตก ทีลอซู อ.อุ้มผาง จ.ตาก
ก็มารำลึกกันหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง ใครที่ไปมาแล้วอาจจะไม่เหมือนอย่างที่ผมไปมา เพราะช่วงที่ผมเดินทางไปเป็นช่วงหน้าฝน รถเข้าไม่ได้แน่นอน และช่วงนั้นยังไม่มีการโปรโมทน้ำตก จึงยังมีคนรู้จักน้อย
คณะผู้เดินทาง
ผม (ใหญ่) ต้น หนุ่ม อาท และ ถั่ว (เจี๊ยบ)
ทีลอซู เป็นชื่อสถานที่ที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย ผมได้รับการแนะนำจากไอ้ถั่ว ที่เอารูปน้ำตกมาให้ดู แล้วมันก็ บอกว่า เป็นน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้แล้ว (รองมาก็ คือ น้ำตกคลองลาน ผมไปมาแล้ว งั้นๆ ) พวกเราก็รวมหัวกัน แล้วตกลงกันว่า กูจะไปกัน มึงจัดมาเลย เราก็รวบรวมมากันได้ 5 คน โดยไอ้ถั่ว เป็นหัวหน้างาน จัดเต็นและ วางแผนการเดินทาง ส่วนผมทำหน้าที่จองตั๋วรถไปแม่สอดที่หมอชิตเก่า (ตอนนี้กลายเป็นที่จอดรถไฟฟ้า BTS ไปแล้ว) การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางเข้าป่าครั้งแรกของผม ผมก็ต้องไปซื้อเป้และ รองเท้าสำหรับการเดินทาง เมื่อทุกอย่างพร้อม หลังจากที่เราจบจากวิชา workshop ที่อยุธยา เราก็ ออกเดินทางจากกรุงเทพกันตอน4ทุ่ม มุ่งหน้าสู่ อ.แม่สอด
ตั้งต้น
เราเดินทางถึงแม่สอด ประมาณ 7 โมงเช้า เมื่อมาถึงเราก็ เดินเที่ยวตลาด ผมรู้สึกว่ามัน พม่าๆ ยังไงไม่รู้(อ.แม่สอด เป็นอำเภอชายแดนติดพม่า) เราทานอาหารเช้าที่ตลาด เข้าห้องน้ำแปรงฟัน จากนั้นก็ ไปหารถที่จะเข้าอ.อุ้มผ่าง เราได้ไปกับรถสองแถวเที่ยวแรกที่เข้าอุ้มผ่าง ราคาตั๋วประมาณ 90 บาท ออกเดินทางจากแม่สอดตอน 9 โมงเช้า
Transport
รถสองแถวที่เราไปเป็นรถสองแถวหวานเย็นวิ่งไปเรื่อยๆ ในรถก็มีกลุ่มพวกผม แล้วก็ชาวบ้าน ข้าวสาร ถังน้ำมัน และ หนังสือพิมพ์ฉบับเช้า(แสดงเราไปเที่ยวแรกแน่นอน ชาวบ้านที่อุ้มผ่างจะได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเช้ากันช่วงบ่าย) การเดินทางของเราก็ ผ่านทางโค้งแนวเข้าไปเรื่อยๆ จอดแวะรับคนไปเรื่อยๆ จอดตรงไหน ผมก็ลงไปฉี่ตรงนั้น (กลัวว่าขากลับ จะหลง) เป็นการเดินทางที่หน้าเบื่อมาก โค้งแล้วโค้งเล่า เนินเขาต่างๆ ลัดเลาะไปตามแนวเข้าเรื่อยๆ สุดท้ายก็ถึงครับ บ่าย 3 เราก็เข้าสู่อ.อุ้มผาง ลงจากรถเสียที (เส้นทางคดเคี้ยวสลับซับซ้อน 1,219 โค้งจาก อ.แม่สอด ถึงอุ้มผางระยะทาง 164 กม.)
ถึงซักที
จากนั้น พวกเราก็เดินทางหาคนนำทางเข้าน้ำตก เมื่อเราได้คนนำทางแล้ว เค้าก็ แนะนำให้เราไปพักที่รีสอร์ทริมแม่กลอง(ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว) คืนนี้เราเข้าพักที่บังกะโลไม้ไผ่ ราคา 199 ต่อคืน พวกเราก็เอาของเข้าไปเก็บในที่พัก ล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำ จากนั้นก็ออกเดินเที่ยวเมือง
ชมเมือง
อ.อุ้มผ่าง ถ้าเมืองที่อยู่อาศัยมีขนาดไม่ใหญ่มาก เดินเท้าซักประมาณชั่วโมงนิดๆก็ทั่วแล้ว ชาวบ้านที่อุ้มผ่างมีความเป้นมิตรกับแขกผู้มาเยือนมาก ไปที่ไหนก็มีแต่รอยยิ้มและ การทักกทายกันตลอด จึงไม่น่าแปลกเลยที่อุ้มผ่างจะเป้นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวแล้ว อยากจะกลับมาเยือนอีกครั้ง ซึ่งก็รวมถึงพวกผมด้วย พวกผมก็หาซื้อของกินที่จำเป็นเอาไว้กินในป่า คืนนี้เราก็เข้านอนกันเร็ว เพราะอ่อนเพลียจากการนั่งรถตั้งแต่กรุงเทพ มาจนถึง อุ้มผ่าง และพรุ่งนี้พวกเราต้องออกเดินทางเข้าน้ำตกกันแต่เช้า
ล่องลำน้ำกก
พวกเราตื่นกันแต่เช้า เพื่อเตรียมตัวออกล่องแพกันตอน 8โมงเช้า การเดินทางเราแบ่งกันเป็น 2 กลุ่ม เพราะแพมีขนาดไม่ใหญ่มาก ผมกับหนุ่มอยู่แพเดียวกันด้วยเหตุผลว่าตัวใหญ่ทั้งคู่ อีกแพก็จะมี 3 คนคือ ต้น อาท และ ถั่ว แพที่เราเราใช้เป็นแพที่สร้างจากไม้ไผ่ มีที่นั้งตรงกลางเล็กๆ และสามารถวางของได้ (ตอนนี้คงไม่มีแล้วเพราะเค้าห้ามนำไผ่มาทำแพแล้ว ก็ เป็นเรือยางแทนแล้ว) ก่อนลงแพของทั้งหมดของเราถูกบรรจุใส่ถุงดำ(ก็ถุงขยะนั่นแล่ะ) และมัดอย่างดีกันเปียก เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็เริ่มลงแพจากที่พักเลย
แพของพวกเรา 2 ลำล่องไปตามลำน้ำพร้อมกันไป โดยไม่มีเครื่องยนต์มาเกี่ยวข้อง อาศัยคนคัดท้ายเรือกับหัวเรือเพื่อให้แพล่องไปตามลำน้ำ
ในช่วงแรกของการล่องลำน้ำ แพเราล่องไปตามลำน้ำเรื่อยๆ อากาศก็เริ่มเย็นและสดชื่นมากๆ ตลอด 2 ข้างทางจะมีต้นไม้ขึ้นเขียวเต็มไปหมดไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆเข้ามาปะปนเลย เมื่อผ่านมาได้ซักพักเราก็ ผ่านสถนาที่สำคัญต่างๆคือ ผ่าเลือด(ผามีสีแดง) ผาโหว่ น้ำตกเล็กๆ และ น้ำตก ทีลอจ่อ หรือ เค้าเรียกกันว่า น้ำตกสายฝน
เมื่อผ่านจุดเหล่านั้น ก็มาถึงช่วงที่ลำน้ำสงบ เราก็ เอาแพมาต่อกันชั่วคราว เพื่อได้ถ่ายรูป และคุยกันเกี่ยวกับระยะทางที่ผ่านมา หลังจากนั้นเราก็แยกแพกันอีกครั้ง เราก็ล่องมาตามลำน้ำชมธรรมชาติไปเรื่อยๆ แล้วเราก็มาถึงปลายทางของแพคือ ท่าทราย
เดินเท้า เข้าป่า
ท่าทราย เป็นปลายทงของแพ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเท้า เราล่องแพมาถึงท่าทรายประมาณเที่ยงกว่า เราก็เริ่มก่อไฟแถวริมน้ำ โดยมีพรานนำทางคือ พี่ประครอง ช่วยเราก่อไฟ (พอเราลงจากแพคนที่มากับแพ ก็นำแพกลับ จึงเหลือแต่พี่ประครองที่จะนำเราเข้าอุทยาน) พี่เค้าชำนาญมาก แปบเดียวเราก็ได้ไฟสำหรับต้มมาม่า แล้ว พี่แกก็ทำทัพพีให้จากบ้องไม้ไผ่ทึ่หักอยู่แถวนั้น เราก็ซัดมาม่ากันอย่างอร่อย แล้วก็ดับไฟ เอาของออกจากถุงแล้วก็แบกมันเข้าป่ากัน
เมื่อเรากระจายน้ำหนักของของที่จะต้องแบกให้ทุกคนแล้ว เราก็เริ่มย้ำเท้าเข้าป่ากัน เส้นทางที่เดินทางเข้าก็ คือทางที่รถวิ่งเข้าป่ามีระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร แต่ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ถนนจึงเละมากไม่สามารถเอารถกระบะ 4WD เข้าได้ แม้จะติดโซ่ที่ล้อแล้ว ดังนั่นจึงมีสิ่งเดียวที่พาเราไปได้ตอนนี้ก็ คือ เท้าของเรา เส้นทางที่เดินทางเข้าอาจจะยากสำหรับรถ แต่การเดินเท้านั้นสบายๆ เราเดินกันไปร้องเพลงแหกปากกันไป(จิงๆแล้ว เวลาเข้าป่าไม่ควรแหกปากเพราะจะทำให้ป่าขาดความสงบ) การเดินเท้าเข้าไปพวกเราใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง แต่พวกเราเดินๆหยุดๆ เหนื่อยตรงไหนก็นั่งพัก พอมีแรงก็เดินต่อ บรรยากาศตลอดทางดีมาก สดชื่น ไร้มลพิษ เป็นอะไรที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆเลยครับในเมือง ตลอดเส้นทางไม่เดินตามใคร หรือมีใครสวนออกมาเลย ป่าเป็นของพวกเราเท่านั้นจริงๆ แต่การเดินเท้าครั้งนี้ จะมีก็ไอ้อาทที่ลำบากสุดเพราะมันเอากระเป๋ามาผิดแบบ มันเอาแบบหูหิ้วมา แทนที่จะเอามาแบบเป้กัน ก็เลยเมื่อยสุดๆ มันหิ้วกันจนหูขาดไปข้างเลย เมื่อเราเดินทางมาจนใกล้ถึงอุทยาน ก็มีสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้เราเดินทางเร็วขึ้น นั่นคือ ฝนมาแล้ว
เค้าว่าใกล้ตา แต่ไกลตีน
พวกเราเดินทางมาจนใกล้มากแล้ว พี่ประครอง แกบอกว่าอีกไม่ไกลตรงนั้นไง เดิ๋ยวก็ถึง แกพูดอย่างงี้มาได้ซัก 2ชั่วโมงแต่อย่างว่า แกพยายามให้กำลังใจพวกผม พวกผมมันก็ ไม่เคยมาอย่างงี้ด้วย เดินไป หอบไป เมื่อยชิอ๋าย พวกเราร้องเพลงปลุกใจตัวเองหมดเป็นอัลบั้ม หมดเพลงเชียร์คณะไปไม่รู้เท่าไร โดยเฉพาะตะวันรุ่งทุ่งรังสิต แต่แล้วเราก็ มากันจนถึงหน้าอุทยาน เดินอีกไม่ถึงโลก็ถึง ที่ทำการ แต่ฝนมาแล้ว พวกผมก็ต้องโกยกันเต็มฝีเท้า ด้วยแรงอึดสุดท้ายเราก็ มา ล้มตัวกันข้างที่ทำการอุทยาน นั่งหอบแฮก ๆ และก็มีพี่ป่าไม้มารับ เราก็ได้พูดคุยกับพี่ป่าไม้กันสนุกสนาน พี่แกก็ใจดีให้เรากางเต็นท์ใต้ร้านสวัสดิการ จะได้ไม่เปียกฝน เราก็รอฝนซ่าแล้วก็ เดินไปที่ร้านสวัสดิการเพื่อกางเต็นท์นอนกัน
นอน นอน หมดแรง
เมื่อเรากางเต็นท์กันเสร็จ เราก็ไปอาบน้ำกัน ตอนนั้นก็ประมาณ 5 โมงเย็นได้แล้ว น้ำที่เราอาบกันเย็นมาก ทางอุทยานผันน้ำมาจากน้ำตก ที่อุทยานมีห้องน้ำถือว่าดีครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องห้องน้ำ เมื่อชำระร่างกายแล้ว เราก็ตั้งไฟ ต้มม่ามา อุ่นปลากระป๋อง กินกันเป็นมื้อเย็น เมื่อเรากินกันเสร็จก็ ล้างหม้อสนามแล้วก็ คุยกันถึงเรื่องราวของวันนี้และ ก็สอบถามเรื่องน้ำตกจากพี่ประครอง เราได้ความรู้มากมายจากพี่เค้า พวกเราคุยกันถึง 2 ทุ่ม พวกเราก็เข้านอนกัน เพราะเหนื่อยมาก และพรุ่งนี้เราจะเข้าน้ำตก กัน
ตื่นเช้า เข้าปาก
พวกผมตื่นกัน ก็ ประมาณ 6โมงกว่าๆได้ อากาศเย็นสดชื่น เมื่อคืนผมหลับกันสนิทไม่มีตื่นมากลางดึกเลย คงเป็นเพราะว่าเหนื่อยมากๆ เมื่อทุกคนตื่นกันหมดแล้ว เราก็ออกมาล้างหน้าแปรงฟันกัน พี่ประครองได้ก่อไฟไว้ให้พวกเราแล้ว พร้อมด้วยปลาย่าง1ตัวที่พี่เค้าไปตกมาได้จากน้ำตกเมื่อคืน(ไม่รู้ว่าพี่แกไปตอนไหน) เราก็เลยได้ปลาสดๆ มาย่างกินอีกหนึ่ง เมนูหลักยังคงเหมือนเดิมครับ ม่ามา ปลากระป๋อง พวกเราก็กินปันกับพี่เค้าอย่างเมามัน แล้วพวกเราก็ล้างอุปกรณ์การกินทั้งหลายแล้วก็ เอาชุดไปเล่นน้ำตกกัน
โอ้ว... ทีลอซู !
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม (จิงๆ ก็ แค่ผ้าเช็ดตัว) เราก็เดินทางเข้าน้ำตก ระยะจากอุทยานไปน้ำตกไม่ไกลเลย น่าจะประมาณ 1.4 กิโลได้เดินกัน ประมาณ 15 นาทีก็ถึงแล้ว เมื่อมาถึงชั้นแรกๆ ก็เป็นน้ำตกขนาดเล็ก ซึ่งหาดูได้ทั่วไปตามน้ำตกที่อื่นๆ เราต้องเดินทางข้ามน้ำตกเพื่อเข้าไปในส่วนที่ลึกกว่า และสวยกว่า
เวลาเราเดินข้ามอาจจะอันตรายไปหน่อย เพราเราต้องเดินตัดน้ำตกไปอีกฝั่งนึง ซึ่งพื้นลื่น และ น้ำแรงมาก ถ้าข้อเท้าไม่แข็งแรงอาจจะร่วงลงไปข้างล่างได้ ซึ่งมาถึงตรงนี้ผมก็เสียซองใส่กล้องของผมไปเพราะมันตกน้ำแล้วก็ ไหลตกไปข้างล่างเลย พวกเราก็ค่อยๆ ขยับกันไป ช่วยกันจับช่วยกันดึง จนกระทั้งเรามาถึง ชั้นที่สวยที่สุด
ทีลอซู ของพวกเรา
ตลอดระยะที่เราเดินเข้าหาน้ำตกเราก็ จะได้ยินเสียงน้ำที่กระทบด้านล่างตลอดเวลา และมันก็ดังขึ้น ๆ มันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก แล้วเราก็ มาถึงสถานที่เสียงน้ำตกดัง้องไปทั่ว ไม่ว่าจะยืนตรงไปก็เปลียกเพราะละอ่องน้ำลอยไปทั่ว ลมพัดแรงเนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลลงมาจากที่สูง มันคือทีลอซุ ที่พวกผมดั้นด้นกันมา เพราะพวกผมมากันช่วงฝน มันจึงดูยิ่งใหญ่มากเป็นพิเศษ น้ำตกไหลลงมาเป็นแผ่นกว้างมาก แบ่งเป็น 2 ช่วง (เค้าว่าถ้าน้ำหลากจิงๆจะ รวมกันเป็นแผ่นเดียว เป็นกำแพงน้ำเลย)
พวกเราเข้าไปกันเช้า อีกกลุ่มที่เข้ามาพักที่อุทยานยังไม่มา น้ำตกจึงไม่มีใครเลย นอกจากพวกผม พวกผมก็ เลยอุบาทย์กันได้เต็มที่ เพราะไม่ต้องเกรงใจใคร น้ำตกของพวกเรากลุ่มเดียว พวกผมก็แก้ผ้าลงเล่นน้ำ น้ำที่นี่เย็นมากลงไปครั้งแรกก็หวั่นๆ แต่พอซักพักก็โอเค สุดยอด ถ่ายรูปกันไปอย่างเมามัน
ประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็ต้องออกจากที่นี้เพื่อกลับที่พัก เพราะว่าเราต้องเดินเท้าออกจากอุทยานไปขึ้นรถกับอุ้มผ่าง ไม่งั้นจะเย็นเกินไปกว่าจะออกจากป่า
เก็บของ ย่ำเท้า
พวกผมเก็บข้าวของกันอย่างรวดเร็ว เพื่อทำเวลาชดเชยที่เราอยู่ในน้ำตก การเดินทางกลับนั้นเป็นคนหล่ะทางกับที่เรามา ก็อาศัยทางเดินเข้าป่า เป็นทางที่ชาวบ้านใช้เดินทางกัน เรามีสมาชิกในการเดินเท้าเพิ่มอีก 1 คน คือ พี่ป่าไม้ที่เราคุยด้วยเมื่อวาน พวกผมก็เลยมีคนนำทาง 2คน สบายๆ เลย
ตลอดเส้นทางก็จะคล้ายๆกับการเดินทางเข้า แต่ว่าจะทรหดกว่าเพราะต้องเดินขึ้นลงเข้าตลอดทาง พวกผมก็เหมือนขาเข้า เดินๆ หอบๆ หยุดๆ แล้วเราก็ลัดเลาะมาจนถึงริมน้ำกกอีกครั้ง พวกผมก็ ตั้งครัวม่ามากันอีกครั้ง แต่คราวนี้มีข้าวเหนียวของพี่ป่าไม้ด้วย
จากนั้นพวกผมก็เริ่มเดินตามทางธรรมชาติ เพราะพวกผมดันทะลึ่งไปถามพี่ป่าไม้ว่า พี่มีทางลัดไหน พี่แกก็พาออกนอกเส้นทางเข้าทางลัดของพี่เลย เราก็เดินลุยๆเข้าไป บางครั้งเราก็ลื่นไหลลงผ่าลาดเตี้ยๆ ต้องไปลากกันขึ้นมา แล้วเราก็มาถึงจุดนัดหมายคือ แพไม้ที่เค้าทิ้งไว้ให้ถ่อข้ามแม่น้ำ เมื่อเราถ่อแพข้ามน้ำมาได้ เราก็เดินกันต่อ สุดท้ายก็ถึงหมู่บ้านกระเหรี่ยงซึ่งมีกระบะมารอรับเรา
หมดแรง.....
เมื่อพวกเราขึ้นรถกลับที่พัก พวกเราก็ออกอาการหมดแรงกันทันที ไม่มีใครอยากจะทำอะไรนอกจากนั่งเฉยๆ กะว่าถ้าถึงเมื่อไหร่จะนอนเอาแรงกันซักหน่อย เมื่อเดินทางมาถึงที่พัก คืนนี้เราก็ตกลงกันเลยว่า พี่ผมเอาอีกหลังน่ะ ไม่นอนหลังเดิมแล้ว เพราะเมื่อยมาก คืนนี้เรานอนห้องราคา 499 บาท แต่นอนได้ทุกคนเพราะหลังใหญ่ มื้อเย็นเราก็ให้ทางรีสอร์ทจัดมาให้เลย แบบว่าพี่เอาชุดใหญ่เลยพี่ ไม่ได้กินของดีมาหลายวันแล้ว ทางร้านเค้าก็จัดให้อย่างดีกินกันไม่อั้น ที่รีสอร์ทก็ยังไม่มีใครมาพักนอกจากพวกผม ก็มันไม่ใช่น่าท่องเที่ยวของที่นี้ เมื่อพวกผมซัดมื้อเย็นกันอย่างเต็มที่ก็เข้านอนกันหลับปุ๋ยกันถ้วนหน้า
เช้านี้ที่ดอยหัวหมด
ประมาณตี 5 ของวันใหม่ ก็มีคนมาตะโกนเรียก "นี่ พวกคุณจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นไหม" พวกผมก็จัดแจงแหกขี้ตาแปรงฟันแล้วก็ ขึ้นรถกระบะเดินทางไปดอยหัวหมด
ดอยหัวหมดเป็นสถานที่ที่จะมาดูพระอาทิตย์ ขึ้นจากทะเลหมอกและหุบเข้า ที่เรียกว่าดอยหัวหมด เพราะมันแทบไม่มีต้นไม้เลยมีแต่หิน เป็นเนินหินที่ไม่สูงมาก เดินขึ้นไปซัก5นาทีก็ถึงจุดชมวิวแล้ว
เก็บของ กลับบ้าน
เมื่อพวกเรากลับมาจากดอยหัวหมด ก็ซัดมื้อเช้ากันแล้ว ก็จัดแจงชำระหนี้สินทั้งหลายจนหมดสิ้น และได้ทำการจ้างรถกระบะเพื่อเดินทางจากอุ้มผางกลับแม่สอด เมื่อจากตอนเรามาได้รับรู้แล้วว่าสองแถวของพี่มันหวานเย็นมากเลย พวกผมก็วัยรุ่นใจร้อนซ่ะด้วย คืนที่เรานอนกันที่น้ำตกได้คุยกับพี่ประครองว่าพี่มีทางกลับที่เร็วๆไหม พี่แกก็เลยแนะนำว่าจ้างรถออกไปซีแต่ต้องดูจังหวะด้วยน่ะถ้าเค้าจะออกไปแม่สอดอยู่แล้วก็สบายหน่อย เราก็เลยถามหาว่าคันไหนจะออกไปทำธุระที่แม่สอดบ้าง เราก็ได้มา1คัน
พี่คนขับแกโคตรจะชำนาญทางมาก คิดว่าพี่แกคงจะรู้จักทุกโค้งจำได้หมด เราได้ซิ่งและเสียวกันสมใจอยาก เพราะพี่แกเข้าโค้งแบบว่าไม่มีชะลอพวกเราก็เลยมาถึงแม่สอดด้วยความรวดเร็ว แต่พวกผมก็มีแวะจอดถ่ายรูปน่ะ และยังได้แวะน้ำตกพาเจริญ ซึ่งอยู่แถวทางเข้าเส้นแม่สอดอุ้มผางด้วย
กลับบ้านเฮา
ด้วยความเร็วที่เราคาดไม่ถึงว่าพี่ท่านจะมาได้เร็วขนาดนี้ เราก็มาถึงแม่สอดก่อนเวลารถ บขส.ออกเกือบ 5 ชั่วโมง พวกผมก็เดินเล่นกันในเมืองแม่สอด หาอะไรกินกันแล้วก็ขึ้นรถกลับบ้าน
ถ้าใครขึ้นรถแล้วยังไม่หลับ เส้นทางที่เดินทางกลับจะผ่านช่วงที่เรียกว่าเส้นทางพิศวง ทำไมหรอ อืม... คือจะมีถนนอยู่ช่วงนึงซึ่งเค้าบอกว่าถ้าจอดรถแล้วปลดเกียร์ว่างรถจะไหลขึ้นเนินเอง (จิงๆมันไหลลง แต่มุมที่เราเห็นกลับจุดที่เรายืนดูมันจะเห็นเป็นว่าไหลขึ้นเนิน) แต่พวกผมผ่านมาตอนกลางคืน รถ บขส. มันคงไม่จอดให้เราดูแน่ ก็เลยไม่มีโอกาศได้ทดลอง ถ้าใครได้ผ่านไปเอารถไปเองก็ลองดูน่ะครับ เค้ามีป้ายบอกไว้ชัดเจนว่าบริเวณไหนให้จอดรถตรงไหน
พวกผมก็จบการเดินทางมาเที่ยวน้ำตกเพียงเท่านี้ เป็นการเดินทางที่สนุกมากได้ครบเกือบทุกอย่าง ระยะเวลาก็ 4วัน 5คืน ใครที่ได้ไปแล้วก็ช่วยกันเก็บรักษามันได้ด้วยน่ะครับ ทิ้งไว้แค่รอบเท้า เอากลับมาแค่ความทรงจำ และภาพถ่ายก็พอ
blog อันนี้ผมใช้เวลาเล่าเรื่องราวเกือบ 1เดือน ก็ตั้งใจว่าจะค่อยๆเขียนไปที่ล่ะส่วนไม่อยากเขียนที่เดียวจบ รูปทั้งหมดอยู่ข้างล่างน่ะครับ ก็ขอให้ทุกคนเที่ยวให้สนุกน่ะครับ คราวหน้าจะพาไปเกาะช้างครับอันนี้คงไม่ยาวเพราะไปแค่ 3 วัน 2 คืน
ขอบคุณครับที่ติดตาม
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ Comments (27)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://sattas.spaces.live.com/blog/cns!B68F64E797189609!428.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|