SATTAS 的个人资料SaTTaS照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
|
1月4日 Dusit Zooสวนสัตว์ดุสิต เขาดินวนา
ถ้าพูดถึงสถานที่สำคัญในวัยเด็ก สถานที่ที่เด็กทุกคนต้องการจะมาให้ได้ซักครั้งไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในปรเทศไทยก็คือ สวนสัตว์เขาดิน หรือ สวนสัตว์ดุสิต เขาดินเป็รสถานที่ที่มีมนต์เสนห์ของตัวมันเอง ถ้าใครได้มาแล้วก็จะสัมผัสความรู้สึกเหล่านั้นได้ และถ้ามีโอกาศได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง ก็จะยิ่งรู้สึกถึงความผูกผัน นึกย้อนกลับไปเมื่อในอดิตอันเยาว์วัย ว่าครั้งนึงเราเคยมาที่แห่งนี้แล้ว และคิดถึงวันเก่าๆ
![]() เขาดินผมก็มาหลายครั้งแล้ว แต่การมาครั้งนี้เตรียมตัวมาดีเพราะเคยมีประสพการณ์มาแล้วครั้งนึงคือช่วงปีใหม่ 2008 ผมไปแล้วคนเยอะมากๆ เอากล้องไปแล้วก็ถ่ายรูปมาเยอะแยะ แต่ปัญหาที่เจอคือ การถ่ายรูปในสวนสัตว์มันจะมีปัญหาที่กรง ทำให้การถ่ายรูปมีกรงมาบดบังแถบทุกรูป จะให้เข้าไปถ่ายในกรงเดิ๋ยวเสือก็คาบไปหม่ำซ่ะก่อน ก็เลยอยู่ข้างนอกปลอดภัยสุด มาครั้งนี้ผมก็แบกขาตั้งกล้องไปด้วย เพราะต้องใช้ถ้าต้อง zoom เข้าไปไกลๆ หรือไปถ่ายในห้องสัตว์หากินกลางคืน
![]() หลังจากปีใหม่ผมก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้แบกขาตั้งกล้องมาด้วย ผมไปเขาดินแต่เช้าเพื่อจะได้มีเวลาทั้งวัน ซึ่งวันนี้ดีกว่าปีใหม่มาก เพราะคนน้อยกว่าเยอะ แต่ของขายของกินก็น้อยลงไป การท่องเที่ยวเขาดิน ถ้าจะให้ได้ความเพลิดเพลินเต็มที่ก็ต้องเดินเท้ากันเป็นวงกลมไป แต่ถ้าอยากได้ข้อมูลแน่นๆ ก็ ให้ใช้บริการรถพ่วงที่พาเที่ยวพร้อมผู้บรรยาย อันนี้ผมยังไม่เคยใช้บริการไว้คราวหน้าจะลองดู แต่ถ้าตั้งใจจะเดินเท้าเป็นวงกลมก็เตรียมตัวให้ดีหน่อย เพราะสถานที่ใหญ่พอสมควรใส่รองเท้าที่เดินสบายๆไป เพราะถ้าเดินเจาะกันจริงๆก็ทั้งวันน่ะครับ ประมาณ 3 - 4 ชั่วโมง
เมื่อเข้าแถวซื้อตั๋วก็เข้าสู่เขาดิร เริ่มต้นก็เดินวนไปทางซ้าย ก็เจอพวกเพื่อนๆผมก่อนเลย ลิง ค่าง ชะนี อุรังอุตัง ทั้งหลาย ที่บอกว่าเพื่อนๆผม ไม่ใช่ ชะนีน่ะครับ แต่ เมื่อก่อนผมจะได้รับการกล่าวขัวญว่าซนเหมือนลิง ก็เลยนับว่าลิงเป็นเพื่อนๆผมไป บริเวณนี้จะมีแพนด้าแดงด้วยน่ะครับ บริเวณนี้ถูกปรับปรุงใหม่ ทำให้ภูมิทัศน์ดีขึ้นมาก กรงมีขนาดให้ขึ้น ถัดๆไปก็จะเจอกรงเสือ เสือที่เขาดินไปกี่ครั้งก็ดูหง่อยๆ ยังไงไม่รู้ไม่ค่อยคึกคังเหมือนกรงลิงเลย จากนั้นก็แวะดูการแสดงของสัตว์ แล้วก็เข้าสู่อาคารสัตว์เลื้อยคลาย
![]() ก็จะเดินไปกินไปเรื่อย ๆ แล้วแต่ว่าอยากจะแวะตรงไหน นั่งพักตรงไหน เนื่องจากเขาดินเปิดมานานมากแล้ว ก่อนผมเกิดอีก ดังนั้นที่นี่ต้นไหม้จึงใหญ่โตมาก ร่มรื่นไปทั่ว อากาศดีสดชื่นจัดว่าเป็นปวดอีกที่นึงในกรุงเทพเลย
![]() ถ้าใครไม่นึกไม่ออกว่าจะไปเที่ยวที่ไหนที่ได้บรรยาศร่มรื่นเย็นสบายแตกต่างจากห้างสรรพสอนค้า หรือว่าโรงหนัง ผมขอแนะนำ สวนสัตว์ดุสิตครับ ถ้าได้ไปกลับเพื่อนๆสมัยก็เป็นการรำลึกอดิตเก่าได้เยอะ เพราะผมเชื่อว่าที่เขาดินน่าจะมีความทรงจำดีให้ครั้งยังเด็กให้เรานึกถึงเสมอ
![]() เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้เป้นแบบวันเดียว เรื่องราวก็เลยกระชับสั้นๆ ก็อยากให้แวะมาเยี่ยมเขาดินกันน่ะครับ
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ (ใหญ่) 8月18日 หมู่เกาะสุรินทร์ พังงาแร่หมื่นล้าน บ้านกลางน้ำ ถ้ำงามตา ภูพาแปลก แมกไม้จำปูน บริบูรณ์ด้วยทรัพยากรเมืองพังงาผมเองก็ไม่ได้มานานแล้ว มาคราวนี้ก็มาแค่ต้นๆพังงา เพราะเป้าหมายคือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ อำเภอคุระบุรี จ.พังงา การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นจากนายสมนึก (เอ๋) เป็นคนต้นคิดแล้วก็เสนอเพื่อนๆก็ไม่มีปัญหา ผมเองก็อยากไปเที่ยวอยู่แล้ว ซึ่งการไปครั้งนี้ก็จะพิเศษกว่าทุกครั้งที่ไปเพราะปรกติแล้วผมจะไม่นิยมออกทะเล ถ้าเพื่อนชวนไปเกาะ หรือออกทะเลส่วนใหญ่แล้วผมจะไม่ค่อยได้ไปเพราะไปชอบกลัวน้ำ แต่เนื่องจากหลังไปมาหลายทะเลแล้วชักจะชอบก็เลยตกลงรับโดยดี โดยผมให้เงื่อนไขว่าถ้าไปเกิน4คนผมไป แล้วพอนับกันจริงๆ ก็ไปกัน 12 คน เป็นคณะที่ใหญ่มาก ๆ ประกอบด้วย ผม เอ๋ เบนส์ แฟนเบนส์ ราเชน ยุ้ย เป้ง หนึ่ง และครอบครัวหนึ่งอีก 4 คน ใช้เวลาท่องเที่ยว 4วัน อยู่เกาะ 3 วัน ยานพาหนะที่เดินทางไปก็รถตู้ อัดกันไปเต็มที่ โปรแกรมก็ไม่มีอะไรมาก ดำน้ำอย่างเดียว
เตรียมการเดินทางเรากำหนดวันเดินทาง เป็นวันที่ 28 เมษายน - 1 พฤษภาคม ก็ลางานกัน 1วัน จากนั้นก็ทำการจองที่พักที่จะมาใช้นอนกันคืนแรก ก่อนลงเรือตอนเช้าไปเกาะ ที่พักก็หากันหลายที่จนมาได้ที่ คุระเรือนไทย อ.คุระบุรี ส่วนทางด้านเอ๋ ก็จัดการหารถตู้ เมื่อโอนเงินจ่ายกันครบทุกอย่างก็ออกเดินทาง (ประมาณคนล่ะ 3,500บาท) เมื่อทุกอย่างพร้อมก็รอวันออกเดินทาง
ล้อหมุนเช้าวันที่ 28 ทุกคนก็พร้อมเดินทาง รถตู้ก็ทะยอยรับแต่ล่ะบ้าน ก็ไล่กันตั้งแต่สำโรงแล้วก็ไปรังสิต จากนั้นก็ดินแดง (มารับผม กับ ยุ้ย) แล้วก็ไปรับราเชนคนสุดท้ายที่แถววังสวนจิตร จากนั้นก็มุ่งหน้าออก ถนนกาญจณาภิเษก เข้าพระราม2 แล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้าเพชรเกษมที่แยกราชบุรี จากนั้นก็ตรงไปเรื่อย วันนั้นฝนตกจึงไม่สามารถทำความเร็วได้มากนัก ก็ขยับไปเรื่อย จะไปหลุดก็ตรงแยกเขาวัง มาถึงตอนนี้ก็หมดหนังไป 2 เรื่อง คือ 300 กับ Death Note 2 (ภาคแรกก็ยังไม่เคยดูเลย แต่ก็สนุก ดูภาคไหนก่อนก็ได้) แล้วก็มาแวะกินข้าวเที่ยว แถวๆประจวบ เลยปราณบุรีมานิดหน่อย จากนั้นก็มุ่งหน้าต่อไปจนมาถึงแยกเลี้ยวขวา เข้าระนอง ซึ่งเส้นทางเข้าไม่ต้องคิดมาก ใครเมารถก็เตรียมตัวได้เลย เพราะเป็นเส้นทางที่เลาะไปแนวเขา ก็วิ่งบนเขาเกือบชั่วโมงถึงจะ อ.เมือง ระนอง ก็ต้องแวะเข้าห้องน้ำกันซักหน่อย เพราะไม่ไหว มึนมากๆ โค้งเยอะเหมือนกัน จากนั้น ก็มุ่งหน้าเข้า อ.คุระบุรี จ.พังงา มาถึงที่พัก คุระเรือนไทย ก็ประมาณ 2 ทุ่ม แยกย้ายกันเข้าห้องเก็บของแล้วก็ออกมากินข้าวกัน จากนั้นก็เข้านอนเพราะต้องออกทะเลกันแต่เช้า
ทะเลกว้างใหญ่ พวกเราลอยไปเช้าของวันที่ 2 (29 เมษา) เช้าๆอากาศดีมาก ฝนตกเล็กน้อย มื้อเช้าที่พักได้จัดน้ำเต้าหู้ แล้วก็โจ๊กไว้ให้ (ที่คุระเรือนไทยดีมากๆ เลยครับ ถ้าใครจะไปแนะนำเลยครับ ไม่เคี้ยว แล้วก็อัธยาศัยดีมาก) เมื่ออิ่มก็เก็บของขึ้นรถ มุ่งหน้าสู้ท่าเรือคุระบุรี ประมาณ ครึ่งชั่วโมงจากที่พักเราก็มาถึงท่าเรือ ก็ไม่ค้องคิดมาก ถ่ายรูปกับป้ายที่ทำการอุทยาณเป็นประเพณี จากนั้นก็ไปรวมกลุ่มกันเพื่อที่จะขึ้นเรือ ทัวย์ที่นำเราครั้งนี้เราใช้บริการของ Sabina tour ซึ่งเป็นทัวย์ที่เชี่ยวชาญและชำนาญเกี่ยวกับหมู่เกาะสุรินทร์มาก ๆ งานนี้เราได้รวมกลุ่มกับเพื่อนเอ๋อีกกลุ่มคือ เจ้เต่า(เราเรียกกันอย่างนั้น อิ อิ) แต่กลุ่มของผมได้ไปก่อน เพราะเรือเร็ว(Speed Boat)ว่างพอดี ทำให้ผมนึกถึงตอนไปเที่ยวภูเก็ตปีที่แล้วเลย มันมาก เรื่อใช้เวลาประมาณ45นาทีออกจากอ่าวมุ่งหน้าสู่ทะเล แล้วก็มาถึง หมู่เกาะสุรินทร์
หาดไม้งามเมื่อเรือมาถึง ก็เอาเรามาโยนทิ้งไว้ที่เกาะทีทำการอุทยานฯ เพื่อต่อเรื่อหางยาวเข้าไปที่เกาะในอีกทีนึง แล้วเราก็เข้ามาถึงหาดไม้งาน ซึ่งเป็นเกาะศูนย์กลาง เป็นที่พัก ห้องน้ำโรงอาหาร และอื่นๆอีกมากมาย เนื่องจากเรามาเรือเร็วสัมภาระต่างๆที่ลงเรือใหญ่ก็ยังมาไม่ถึง ก็นั่นเล่นเดินเล่นกันไป ถ่ายรูปกันไปซักครึ่งชั่วโมงเรือใหญ่ก็มาถึงพร้อมสัมภาระของเรา แล้วผมก็ขนของไปอีกฝั่งหนึ่งของเกาะ ซึ่อจะเป็นที่นอน โรงอาหาร แล้วก็ สถนาที่ ดูพระอาทิตย์ขึ้น เมื่อได้เต็นท์ พวกเราก็แบ่งกลุ่มกันนอนครับ ผมก็นอนคู่กับราเชน ก็ไม่มีปัญหาครับนอนด้วยกันมาหลายงานแล้ว อิ อิ อิ (เหมือนเป็นคู่เกย์กันเลย) จากนั้นก็ออกจากเต็นท์ ไปกินข้าวเที่ยงกัน แล้วก็ไปขึ้นเรือที่อีกฝั่งของเกาะเพื่อไปดำน้ำครับ
ดำน้ำ แบบยาวๆเนื่องจากทริปนี้ไปเพื่อดำน้ำซ่ะส่วนใหญ่ ผมจึงไม่ขอเล่าแบบลำดับเหตุการณ์แบบที่ผ่านมาน่ะครับจะเล่าแบบรวมๆ เพราะไปคราวนี้เราจะมีการดำน้ำ 3 ช่วง ก็คือบ่ายวันแรก และเช้าบ่ายวันที่ 2 ส่วนวันที่3 ฝนตกเลยอด
การเดินทางเราก็จะไปด้วยเรือหางยาว มุ่งหน้าออกสู่อ่าวหน้าเกาะ แต่ล่ะช่วงที่ไปก็จะได้ดำ 2 ที่บ้าง 3ที่บ้าง แล้วแต่ระยะเวลาและความใกล้ไกล บวกกับกระแสน้ำขึ้นน้ำลง คนที่จะดูแลเราตลอดการเดินทางก้คือ แบงค์ หนุ่มเมืองปทุมธานี แต่มาอยุ่ทะเลจนตัวดำเชียว การมาดำน้ำที่นี้สบายมาก เพราะ มาถึงก็โดดลงน้ำ จากนั้นก็จับกลุ่มกันแล้วคนนำก็จะลากเราไปดูตามจุดต่างๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งคุณจะได้เห็นปลาการ์ตูน ปะการัง กุ้งมังกร ดอกไม้ทะเล และ ปลาปักเป้า และอะไรไม่รู้อีกมากมาย เป็นประสพการณ์ที่เล่ายังไงก็ไม่เข้าใจหรอกครับ ต้องไปดูเอาเอง อ่าวผมที่ได้ไปก็ได้แก่ ดำน้ำวันแรกกันที่ เกาะตอรินลา และ อ่าวผักกาด วันที่2 เกาะสต๊อร์ค และ อ่าวจาก ช่วงบ่ายก็ อ่าวแม่ยาย,หินแพ และ อ่าวเต่า วันที่ 3 อด เพราะฝนตกตอนเช้า
อาหารการกินอาหารทั้งหมดถูกนำมาจากแผ่นดินใหญ่ แต่จะมาทำกันที่นี้ เรื่องความสดไม่เท่าไร แต่ความอร่อยไม่ต้องพูดถึง กินเกลี้ยง คูณ 2 ทุกมื้อ คนที่ไปทะเลเล่นน้ำบ่อยคงเข้าใจน่ะครับ ว่าหิวโซเป็นอย่างไร มีเท่าไรก็ฟาดกันจนเกลี้ยง อาหารที่กินมา 7 มื้อ บอกได้เลยว่าไม่ซ้ำกันเลย แล้วก็ กินได้เท่าที่อยากกิน มีเติมตลอด เอา ง่ายๆ คือคุณเอาเงินขิงคุณทิ้งไว้ที่ฝั่งพังงาเลย น้ำเปล่ามีให้ดื่นไม่อั้น ไม่ต้องแบกไปเยอะ เอาไปแค่ครึ่งโหล ก็ใช้ไม่หมดแล้ว ขนมของกินมีตลอดการเดินทาง ลงน้ำขึ้นมาปุ๊บมีกินทันที ถ้าหมดก็ไปไถ่เรือข้างมาก็ได้ หรือเวลาผ่านเรือบริการ ก็จอดขนเสบียงกัน (เรือบริการ จะจอดอยู่ทางอ่าวด้านหน้าทางเข้าอุทยาน ซึ่งเราก็ใช้เป็นที่กินข้าวกลางวันกันตอนออกทะเล) ฉะนั้น ถ้าซื้อทัวย์จากฝั่งคุระบุรีไปแล้ว ก็สบายใจได้ไม่มีอด
ห้องน้ำห้องท่าการจัดการของเกาะทำได้ดีมากๆ มีไฟฟ้า มีน้ำ ใช้อย่างพอเพียง ซึ่งมากพอสำหรับการดำรงชีวิตบนเกาะได้สบาย ห้องน้ำสะอาด มีการจัดการเก็บกวาดทุกวัน ดีมากๆครับ
ยามค่ำคืนยามค่ำคืนที่นี้ไม่มีอะไรให้ทำมาก นอกจากไปนั่งริมหาดฟังเสียงคลื่นซัดสาดเข้ามา แต่ก็อยู่ได้ไม่นานเพราะเป็นเวลาน้ำขึ้นครับ นอนๆ นั่งๆ กำลังเคลิ้มๆก็โดนน้ำทะเลไล่ซ่ะแล้ว แต่เวลามานอนที่เต้นท์อากาศจะอบอ้าวพอสมควรครับเพราะลมจะเข้ามาไม่ถึง แต่คืนที่สองนี่ไม่ต้องทำอะไรเลยครับ ฝนตกทั้งคืน บางเต้นท์โชคดีหน่อยก้จะมีน้ำรั่วเข้ามา ก็ถือว่าสนุกดีครับ
วันสุดท้ายวันนีเป็นวันสุดท้ายแล้วก็เดินทางกลับบ้านกัน กว่าฝนจะหยุดก็เกือบเที่ยง เราก็กินข้าวบนเกาะกัน จากนั้นก็เก็บของไปขึ้นเรือเมล์เพื่อเดินทางกลับฝั่งพังงา การกลับมาของเราก็เกือบจะเป็นชุดสุดท้ายแล้ว เพราะเกาะจะปิดประมาณอาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคม ดังนั้นเรือเที่ยวนี้คนเยอะมาก ประมาณเกือบ2ชั่วโมงก็มาเทียบที่ท่าเรือคุระบุรีอีกครัง มาถึงฝั่งก็เย็นๆแล้ว พวกผมก็ตัวสินใจกลับไปที่คุระเรือนไทยเพื่อขอเช่าห้องเพื่ออาบน้ำกันก่อนที่จะนั่งรถกลับบ้าน ซึ่งที่นี่ก็ดีมากให้เราอาบน้ำแล้วยังจะไม่คิดเงินเราอีก จากนั้นก็นั่งรถยาวกลับกรุงเทพกันเลย ตลอดทางฝนก็ตกมาเรื่อยๆ กว่าจะมาถึงก็เกือบตี3 วันนี้วันเกิดผมครับ
สรุปการเดินทางการเดินทางไปทะเลครั้งนี้การเดินทางอาจจะเมื่อยล้ากันหน่อยเพราะนั่งรถไปไกลมาก แต่เมื่อไปถึงทะเลแล้วทุกอย่างก็หายทิ้งไปหมด ใครที่ชอบไปทะเล ดำน้ำ ดูปลา ปะการัง ก็ไม่ครวพลาด อีกอย่งคือจ่ายตังครั้งเดียวเที่ยวได้สามวันเลย ค่าใช้จ่ายก็ไม่ค่อยแพง โดยรวมถือว่าสนุกครับ แล้วพบกันโอกาศหน้าครับ รูปถ่ายจะอยู่ข้างล่างน่ะครับ
ปล. เกาะจะอีกครั้งเปิดวันที่ 16 พฤศจิกายนน่ะครับ
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ (ใหญ่)
3月3日 Royal Flora Ratchaphruek 2006Royal Flora Ratchaphruek 2006
ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า บุปผาชาติล้วนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์
เชียงใหม่วันนี้เปลี่ยนไปจากที่ผมคิดไว้มาก ๆ ๆ ๆ ครั้งสุดท้ายที่มาก็ สมัย ม.5 ก็ ย้อนกลับไปซัก 12 - 13 ปีได้แล้วมั้ง เมืองเชียงใหม่วันนี้มีความเจริญอย่างมากมาย คล้ายว่าจะเป็นกรุงเทพแต่ไม่ใช่ มีแทบทุกอย่างเหมือนกรุงเทพยกเว้น พารากอน กับรถไฟฟ้า อิ อิ อิ
คิด วางแผน เปลี่ยนแปลง แล้ว ก็วางแผนใหม่
เดิมที่ผมตั้งใจว่าจะเดินทางไปเชียงใหม่คิดว่าชวนใครไปได้ก็ไป ไม่มีใครไปก็จะไปคนเดียวเนี่ยแหล่ะ สรุปก็ได้วันเวลาที่แน่นอนออกมา ว่าจะไปกลางเดือนมกราคม คนคงจะไม่เยอะแล้ว ไปกลับด้วยเครื่องบิน เพราะมันเร็วดี แล้ว ก็ประหยัดเวลาในการท่องเที่ยวของเรามาก แต่แล้วก็ มีการเปลี่ยนแปลง คือ คณะเดินทางครั้งนี้ กลับกลายเป็นเตี่ย แม่ น้าแอ๋ว ลุงโรเจอร์ แล้วก็ ชาแนน กำหนดการยังใกล้เคียงวันเวลาที่วางไว้ ไปวันเสาร์กลับวันพุธ แต่ไปเครื่องบินกลับรถตู้ที่เช่า โดยทุกคนเดินทางไปก่อนหน้าวันที่จะไปหลายวันแล้ว ไปเที่ยวเชียงรายกันหนำใจแล้วจึงมาเจอกันที่เชียงใหม่
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ครั้งแรกในชีวิตที่ได้เดินทางมาที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อมาขึ้นเครื่องของ 1-2-go เดินทางจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ กำหนดเครื่องออกคือ 11โมงกว่า แต่ผมไปถึงเร็วมาก เพราะไม่เคยไปเลยขอไปเร็วหน่อย ระยะทางก็27km. ไกลกว่าไปสนามบินดอนเมือง 7 km. ก็ไม่เดือนร้อนอะไร พอมาถึง ก็พบกับความใหญ่โต แต่แออัดมาก คนเยอะจริงๆ คิดไปคิดว่ามันแคบกว่าดอนเมืองเปล่าเนี่ย แค่มันหลังคาสูงกว่าเท่านั้น จากนั้นก็เดินกันจนทั่วสนามบินเลย เล่นเอาเมื่อยเลย แล้วก็มารอ Check-In การ Check - In ที่นี้ ช้ามาก ๆ ๆ ๆ ผมคิดว่ามันจะไปทันเวลาขึ้นเครื่องได้ไง กว่าจะทำเสร็จทีหล่ะคน จนกระทั้งเค้าคิดได้ว่าไม่ทันแล้ว จึงเปิด counter check-in เพิ่ม อีก 2 ที่ มันจึงเพียงพอ เมื่อได้ตั๋วแล้วผมก็เข้าไปที่ภายในผู้โดยสารขาออกทันที พอเข้ามาแล้วอันนี้ซิใหญ่จริงๆ โคตรจะใหญ่ และ ก็ทางเดินไกลมาก ๆ ๆ ๆ เดินกันขาหักเลยกว่าจะถึงประตูทางเข้า แต่แล้วเราก็มาถึงได้ขึ้นเครื่องซักที
![]() สวัสดีเชียงใหม่
สนามบินเชียงใหม่ เมื่อมาถึงก็ไม่ได้หรูหราอะไรมากมาย ก็เหมือนๆ สนามบินตามต่างจังหวัดทั่วๆไป พอเดินผ่านประตูออกมาก็จะพบป้ายประชาสัมพันธ์งานพืชสวนโลก แล้วทางบ้านผมเค้าก็มารอรับกันที่สนามบินเรียบร้อย เมื่อมาถึงพวกผมก็จัดแจงเก็บข้าวของเข้าไป chek-in ที่โรงแรมเชียงใหม่พล่าซ่า จากนั้นก็วางแผนไว้ว่าจะไปสวนสัตว์เชียงใหม่อยากจะไปดูหมาแพนดี้-หมีแพนด้ากันซักครั้งเพื่อเป็นบุญวาสนาของพวกกระผม
MIO P550 GPS (Global Positioning System)
เมื่อก่อนซักสิบกว่าปีที่แล้ว ผมมาเชียงใหม่แล้วก็หลง วนมันอยู่รอบคูเมืองเนี่ยแหล่ะ ไปไม่เป็นเลย มาคราวนี้ผมก็มีผู้ช่วยที่ดีมากๆ เพิ่งได้มาไม่นานนั่นก็คือ PDA MIO P550 GPS เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้เป็นอุปกรณ์ใช้นำทางไปยังที่ต่างๆ (Navigator) ช่วยให้การเดินทางไปยังที่ๆไม่เคยไปแล้วก็ไม่หลงทาง จึงเหมาะมากสำหรับการเดินทางครั้งนี้ เพราะเราสามารถกำหนดจุดต่างๆได้หมดว่าจะไปที่ไหน ธนาคารใกล้ที่สุด, ตู้ATM ใกล้ที่สุด หรือ ปั้มน้ำมันใกล้ที่สุด อีกทั้งยังคำนวนระยะทางให้เสร็จ ทำให้เราไม่ต้องวนรถไปมา ประหยัดเวลา และ ค่าน้ำมัน
สวนสัตว์เชียงใหม่
ผมไม่แน่ใจว่านี้เป้นการมาครั้งแรก หรือ ครั้งที่ 2 แต่มีอย่างหนึ่งที่ผมพลาดอย่างแรง คือผมเข้าใจผิดคิดว่ามันจะเป็นเหมือนสวนสัตว์ดุสิตที่เคยไปบ่อยๆ มันกว้างมาก ใหญ่มากๆ เขาทั้งลูก พวกผมก็ลงเดินด้วยความที่ไม่รู้มาก่อน ผลลัพท์ ผู้สูงอายุทั้งหลายก็เดินม่ะไหวแล้ว โทรเรียกรถตู้มารับดีกว่า พวกผมก็เลยนัดเจอกันที่กรงหมีแพนด้า ตอนที่ผมไปมันก็ช่วงเย็นๆแล้ว ผลก็คือ หมีมันไม่ออกมา ก็เลยเศร้ากันไป (ที่บริเวณหน้ากรงเค้าจะมีโทรทัศน์ให้ดูข้างในกรง) ก็เลยถ่ายรูปกันด้านนอกแล้วก็ไปดูหมีโคอาล่ากัน หมีโคอาล่า น้องชาแนนก็ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะมันมาจากประเทศที่น้องเค้าอยู่ จากนั้นก็ไปดูปลา ก็ไม่ค่อยมีอะไร สรุปแล้วมาสวนสัตว์คราวนี้ก็ไม่ได้อะไรมาก เที่ยวเขาดินสบายกว่าเยอะ
![]() วัดพระธาตุดอยสุเทพ
เมื่อเสร็จออกจากสวนสัตว์เชียงใหม่ พวกผมก็ดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพ บรรยากาศของวัดก็เหมือนกับที่เคยมา แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วก็คือระบบกระเช้า ตอนนี้ก็มีการพัฒนาขึ้นเยอะ บรรยากาศภายในวัดไม่คึกคักเท่าไหร่ เพราะว่าเวลาที่ผมไปก็จะหกโมงเย็นแล้ว เมื่อไว้พระเสร็จผมก็ลงกลับไปที่ตัวเมืองเชียงใหม่เพื่อเข้าที่พัก
![]() ประตูท่าแพ ถนนคนเดิน
คืนนี้เป้าหมายที่ต้องไปเยือนก็คือประตูท่าแพ ถนนราชดำเนิน หรือ ถนนคนเดินนี่เอง ผมก็เรียกสามล้อจากที่พักไป เมื่อมาถึงประตูท่าแพผมก็รู้สึกถึงบรรยากาศได้ทันที ของขายเต็มไปหมด มีอะไรต่อมิอะไรเพียบ ส่วนใหญ่ก็เป็นของเมืองเหนือ ผมก็เรื่มต้นเดินกันตั้งแต่ต้นถนน ไปเรื่อยๆ จนสุดถนน ตลอดทางที่เดินไปก็มีวัยรุ่นมากันเพียบ และ วัดก็มีตลอดสองข้างทาง ก็ แวะเข้าไปที่นั่นนิดนึง ที่นี้นิดนึง และ ก็จะมีการแสดงของแต่ละกลุ่มตลอดทางที่เดิน เป็นสถานที่ๆเราสามารถแสดงความสามารถของเราได้ ถือว่าดีมากๆ ผมว่ามันน่าเดินกว่าตอนที่สีลมปิดถนน ทำเป็นถนนคนเดินซ่ะอีก สรุปเดินไปเดินกับ ก็ 2 ชั่วโมง ได้กำไลไม้สีสวยๆ กับ เสื้อยืด Handmade นับว่าใช้ได้ แต่ไม่รู้ว่าจะได้มาอีกเมื่อไรเนอะ
สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ (Queen Sirikit Botanic Garden)
วันที่ 2 ก็ออกกันเดินทางจากโรงแรมกันแต่เช้ามุ่งหน้าสู่แม่ริม ก็อาศัยทางหลวงหมายเลข 1096 พิกัดGPS(98.860320,18.899170) กว่าจะมาถึงก็งงอยู่เหมือนกัน เพราะป้ายบอกทางน้อย และในเครื่อง GPS ก็หาตำแหน่งไม่เจอ ก็เลยดำน้ำกันนิดหน่อย บรรยากาศภายในถือว่าดีมากๆ ถ้าไม่นับงานพืชสวนโลก ที่นี้ถือว่าสมบรูณ์เหมาะมากสำหรับการศึกษาข้อมูลพรรณไม้ต่างๆ เมื่อผ่านประตูทางเข้าชำระค่าผ่านทางก็เข้ามาส่วนในสุดเลย จะ เป็นโรงกระจกที่ไว้เพาะต้นไม้ ที่นี่อากาศดีมาก ต้นไม้เยอะมากๆ เดินกันชั่วโมงเดียวไม่พอแน่นอน จากนั้นก็ลงมาเดินในส่วนของทางเดินศึกษาธรรมชาติ ระยะทางเดินประมาณ 1 กิโลกว่าๆ อันนี้ธรรมชาติมากๆ เหมือนเดินเข้าไปในป่าเลย สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์มีการจัดการที่ดีมาก ต้นไม้แทบทุกต้นมีป้ายชื่อบอกว่าเป็นต้นอะไร แม้แต่ทางเดินธรรมชาติก็ยังทำป้ายชื่อไว้เพียบ ถ้ามาเชียงใหม่ชอบธรรมชาติ ก็ไม่ควรพลาด
![]() ![]() ปางช้างแม่สา
ปางช้างแม่สาก็อยู่บนเส้นทางหลวงหมายเลข 1096 ขากลับพวกผมก็แวะ ปางช้างแม่สา เนื่องจากน้องชาแนน อยากจะนั่งช้างซักครั้ง เมื่อซื้อตั๋วแล้วก็นั่งช้างเลย การนั่งช้างก็ไม่ยากครับนั่งตัวเกร็งๆ เกาะแน่นๆครับ เสียวจะตกฉิบเป็ง ลองมานั่งนึกผมแค่นั่งเฉยๆก็จะตกแหล่ไม่ตกแหล่อยู่แล้ว แล้วคนสมัยก่อนที่เค้านั่งช้างเดินทางหรือออกศึกเห็นในหนังนั่งกันสบายๆเลย หลังจากนั่งเขย่า พวกผมก็กินข้าวเที่ยงกันที่นี่ เมื่อเสร็จจากมื้อเที่ยงก็ ถึงเวลาดูการแสดงช้าง โดยรวมๆแล้วถือว่าสนุก ที่เด็ดก็คือช้างวาดรูป ไม่ใช่แค่เอางวงมาเขี่ยๆ แต่วาดเป็นภาพเลย อันนี้ แปลกมาก
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
วันที่สาม ผมก็ออกไปฝากท้องแถวตลาดอีกครั้ง เมื่อทุกคนเรียบร้อยกับมื้อเช้าแล้วก็ออกเดินทางไป วัดพระสิงห์ GPS(98.982400,18.788510) การมานมัสการพระธาตุวัดพระสิงห์ เพราะว่า พระธาตุวัดพระสิงห์เป็นพระธาตุประจำคนปีมะโรง ผมก็เลยถือโอกาศมาซักครั้ง บรรยากาศภายในวัดถือว่าสงบ แม้ว่าจะอยู่กลางเมืองเชียงใหม่ เมื่อเสร็จจากการนมัสการพระธาตุ ผมก็เดินทางมึ่งหน้าสู่เป้าหมายหลักของงานนี้ ก็คือ งานพืชสวนโลก
![]() มหกรรมพืชสวนโลก เฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549
ผมมาถึงงานพืชสวนโลกก็ซัก 10.00 โมงได้ วันนี้วันธรรมดา (วันอังคาร) คนก็ยังคงเยอะอยู่ แต่คิดว่าน้อยกว่า ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์เยอะ มาถึงก็ไม่ต้องคิดมากเลย ที่แรกที่ทุกคนต้องแวะ ก็คือเนินราชพฤกษ์ จากนั้นก็เข้าพื้นที่ของที่ระลึกเลย เพราะจากการศึกษาเส้นทางการเดินคิดว่าคงจะไม่ได้มาแถวนี้อีกแล้ว ก็เลยจัดแจงซื้อของที่ระลึกอย่างเป็นทางการซ่ะหน่อยเอาไปฝากคนที่กรุงเทพฯ จากนั้นก็ผ่านเข้าประตู แวะเข้าไปไปรษณีย์ส่ง PostCard หาคนที่กรุงเทพๆอีกแล้ว ก็คิดถึงนี่น่า จากนั้นก็ เริมเดินเท้ากันอย่างเมามัน งานนี้ผมมาคนเดียว เพราะที่เหลือเค้าไปถ่ายรูปโบราณกันในเมืองเชียงใหม่ ผมก็มาเดี่ยวเลย ก็เดินวนทวนเข็มนาฬิกาครับ ใช้เส้นทางรอบใหญ่ ระยะทางประมาณ 7.2 กิโลเมตร ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เดินทั้งวันอยู่แล้ว
![]() Corporate Garden
เริ่มต้นด้วยสวนขององค์กร บริษัท และ จังหวัดต่างๆมาจัดสวนหรือจำลองสภาพความเป็นอยู่ของจังหวัดนั้นๆ มาแสดง ส่วนนี้จะจุดเริ่มต้นของงาน ก็จะมีนิทรรศการต่างๆ สอดแทรกไปตลอดทาง บรรยากาศโดยรวมก็ไม่มีอะไรมากมาย เพราะมันก็ดูแล้วคุ้นๆตาอยู่แล้ว แต่ผมก็แวะถ่ายรูปไปหลายเหมือนกัน
![]() International Garden
สวนที่ประเทศต่างๆมาจัดร่วมในงาน โซนนี้จัดว่าเป็นจุดดึงดูดสำคัญของงานเลย เพราะเราจะได้ดูพันธุ์ไม้ต่างๆที่ไม่ค่อยมีให้ดูในเมืองไทย และรูปแบบการจัดสวนแบบต่างๆของประเทศนั้นๆ เด่นๆที่คนไปดูกันเยอะ ก็ไปดูดอกทิวลิป จาก Netherland หรือ ส่วนของ Bhutan แต่ผมว่าของประเทศจีนก็ใช้ได้ ถ้าใครไปมาแล้ว เวลาเดินเข้าไปจะรู้สึกถึงแผ่นกระเบื้องกระทบกัน ผมชอบตรงนี้แหล่ะ และก็สวนประเทศญี่ปุ่น ก็ถือว่าสวย ผมชอบตรงเนินหญ้าเขียวดีจัง
![]() ปีนหอชมวิว Green Tower
พอเดินผ่านมาซักพัก ก็จะมาถึงหอคอยสูงสีเขียว ซึ่งจะอยู่บริเวณตรงกลาง ถ้าขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดก็จะสามารถมองเห้นได้ทั่วทั้งงาน ผมก็ไม่พลาดที่จะปีนขึ้นไป กว่าจะไปถึงข้างบนก้เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน บรรยากาศข้างบนก็มีลมเย็น มองเห็นทุกอย่างได้โดยรอบ ใครที่ขึ้นมาแล้วคงจะนึกออก เมื่อลงจากหอคอย ก็จะมาถึงสวนของ Belgium การจัดสวนที่นี้แปลกมากๆ มองจากข้างบนแล้วเหมือยท่อนไม้ตายซาก แต่ข้างในนั้นได้ปลูกต้นไม้เอาไว้ในโพรงไม้ ก็จัดว่าสร้างสรรค์มาก ๆ แล้วก็เดินวนไปวนมา ก็มาถึงสถานที่สำคัญที่สุดในงาน
![]() ![]() หอคำหลวง Royal Pavilion
จุดเด่นที่ใหญ่ที่สุด สวยที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของงานนี้จะต้องมองเห็น หอคำหลวงเป็นอากาคที่ตั้งอยู่ตรงกลางของงาน มีถนนทอดยาวตั้งแต่หน้าอาคารไปจนสุดทางเข้า อาคารถูกสร้างอย่างปราณีต และงดงามมาก กว่าจะเข้าไปได้ก็ใช้เวลาพอสมควรเพราะคนเยอะมาก ๆ ข้างใน เป็นภาพเขียนพระราชกรณียกิจต่างๆ ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วมีต้นโพธ์ทอง หรือ ต้นบรมโพธิสมภาร ซึงมีจำนวนใบเท่ากับจำนวนวันที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์
![]() ![]() กล้อง Digital เป็น พิษ
แล้วผมก็ย่ำเท้ามาเกินครึ่งงาน บอกได้เลยว่าเริ่มเมื่อยแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรมากมาย เพราะตลอดทางจะมีซุ้มอาหาร และเครื่องดื่ม จำหน่ายตลอดทาง ทำให้นึกถึงเกมส์ THEME PARK หรือ Roller coaster tycoon เรื่องราคาก็ไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว จะแพงนิดๆหน่อยๆกว่าข้างนอก อันนี้เข้าใจ เพราะจะมาเที่ยวแล้วก็ไม่ต้องคิดมาก ยังไงก็มีแต่เสียเงิน ผมก็ทั้งกินทั้งดื่มอย่างสบายใจ พอมีแรกก็เดินต่อไป แต่ปัญหาที่กวนใจที่สุดคือ กล้อง แบตหมด เป็นปัญหาใหญ่มากๆ เพระผมขนเมมไป 1.5 G แต่ตอนนี้ถ่ายไปครึ่งเดียวเอง แบตไปซ่ะแล้ว หลังๆ ก็เลยไม่ค่อยจะมีรูป เพราะไม่สามารถถ่ายติดๆกันได้
สวนไทย Thai Tropical Garden
โซนนี้ก็ถือว่าใหญ่มาก และผมใช้เวลากับมันนานเหมือนกัน เพราะเหนื่อย และก็เดินได้ช้าลง ก็เริ่มต้นที่สวนยาง จากนั้นก็ไปเรือนไม้เมืองหนาว แล้วก็เรือนไม้ป่าเขตร้อน เรือนไม้ในร่ม ก็ดูแล้ว ก็เหมือนๆกับที่ไปมาเมื่อวาน แต่เอามาจัดใหม่ แล้ว ก็ลากเท้าไปเรื่อย ตามส่วนต่างๆ แล้ว ก็มาแวะกินข้าว แถวโรงอาหาร2 จากนั้นก็ลากเท้าต่อไปยังด้านหน้า ซึ่งเวลานั้นก็เย็นมากๆแล้ว เดินก็จะไม่ไหวแล้ว สุดท้ายก็มาเจอกับครอบครัวผมที่อาคารนิทรรศการ
![]() ลาก่อนงานพืชสวนโลก
เมื่อได้มาเจอกันครบถ้วนผมก็เดินออกจากงาน ตลอดทางเดินก็มีร้านขายของที่ระลึกมากมาย ก็ได้เวลาเสียตังค์อีกครั้ง ก็เดินไปซื้อไป สุดท้ายก็มาสุดทางเดินของงาน จากนั้นพวกผมก็มุ่งหน้าไปอีกสถานที่นึงซึ่งอยู่ใกล้ๆนี่เอง
![]() ChiangMai Night Safari
เป็นอีกหนึ่งที่ ที่ผมชอบ (GPS:98.917488,18.741630) ก็ไม่มีอะไรมากมาถึงก็เข้าคิวกันเลย แล้วก็ขึ้นรถเข้าไปเลย บรรยากาศไม่ต้องพูดถึง มืดเหมือนอยู่ในป่าเลย การท่องเที่ยวที่นี่ เราจะได้นั่งรถ 2 รอบ แต่ล่ะรอบจะไปคนล่ะที่กัน ซึ่งเค้าก็แบ่งโซนต่างๆไว้ได้ดี บนรถมีพนักงานแนะนำตลอดเส้นทาง ให้ความรู้ และอธิบายได้เข้าในไม่ยาก ส่วนเรื่องการถ่ายรูปก็ไม่ต้องคิดเลย เพราะมันมืด อีกอย่างเค้าก็ไม่อยากให้ถ่ายเพราะแสงแฟรชอาจจะทำอันตรายต่อสายตาของสัตว์ได้ โดยรวมแล้วถือว่าดีมาก ถ้ามาเชียงใหม่แล้วยังไม่เคยมาที่นี่ก็ไม่ควรพลาด
Good Bye Chiang Mai
เช้าวันที่สี่ ผมก็ยังฝากมื้อเช้าไว้ที่ตลาดเหมือนเดิม แต่วันนี้ต้องเดินทางกลับกรุงเทพแล้ว ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ออกกันแต่เช้า ผ่านลำพูน ลำปาง กำแพงเพชร นครสวรรค์ อยุธยา แล้ว ก็ กรุงเทพ ก็หมดเวลาไปทั้งวันสำหรับการเดินทาง สรุปแล้วการท่องเที่ยวครั้งนี้สนุกใช้ได้ครับแม้ว่าจะไม่ได้ไปกลับเพื่อนๆ แต่ก็ดีไปอีกแล้วครับ เป็นไปได้ก็อยากจะกลับมาเชียงใหม่อีกครั้งเพราะ คิดว่ายังมีอะไรอีกเยอะที่ยังพลาดๆไป ส่วนงานมหกรรมพืชสวนโลกนั้น ใครไม่ได้ไป ก็น่าเสียดายมาก เพราะการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกในระดับ A1 นั้นจะจัดได้อีก ก็อีก 10 ปีนู้นเลยครับ เพราะเค้าก็อยากให้ไปจัดที่ประเทศอื่นบ้าง ส่วนใครที่ได้ไปมาผมก็คิดว่าเป็นประสพการณ์ที่ดี ขอให้มีความสุขกับการเดินทางนะครับ
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ (ใหญ่)
หมายเหตุ : การเดินทางครั้งนี้ยังมีเรื่องวุ่นๆหลายเรื่อง แต่ก้ขอข้ามไปหล่ะกันน่ะครับ และ Blog นี้ ก็ถือว่าใช้เวลาเขียนยาวนานมากๆ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนกว่าได้ สำหรับพื้นที่ ที่ใช้จัดงานพืชสวนโลก ตอนนี้ก็กำลังถูกพัฒนาให้เป็น สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2549 ซึ่งก็น่าจะเปิดให้เข้าชมได้ ประมาณเดือนมิถุนายน 2550 ครับ 10月28日 ภูกระดึง พึงกระดู กูมาแล้ว 2540 -2541ภูกระดึง
เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู
ภูกระดึง (Pull กะ ดึง)ผมว่าทุกท่านน่าจะรู้จักชื่อนี้ดี และ ก็รู้จักกันมานานแล้ว และ ผมก็คิดว่าหลายท่านก็ได้ไปพิชิตยอดภูกระดึง ไปถ่ายรูปที่ผาหล่มสักกันมาหลายๆรูปเลย ภูกระดึงตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง อำเภอภูกระดึง อยู่ที่จังหวัดที่เราไปไม่ถึงก็คือ เลยนั่นเอง ลักษณะของภูกระดึงจะมีลักษณะคล้ายระฆังคว่ำ หรือ เหมือนภูเขาที่ตัดเอายอดเขาออก ทำให้บริเวณข้างบนภูจึงเป็นลานกว้างๆ ภูกระดึงนั้นจะเปิดให้บริการแค่ช่วงหน้าหนาวกับหน้าร้อนเท่านั้น พอถึงเดือนมิถุนายน ถึง กันยายน ทางอุทยานก็จะปิดไม่ให้ขึ้นภูเพราะต้องการให้ป่าพื้นสภาพ ดังนั้นจะไปช่วงไหนก็ต้องวางแผนกันให้ดีๆน่ะครับ อีกช่วงที่ไม่แน่นำให้ไปเลย ก็ช่วงปีใหม่ ช่วงที่ผมไปพอดี คนเยอะมากๆๆๆๆๆ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแย่งกันเลย ม่ะไหว อึดอัดครับ
คณะผู้เดินทาง
การเดินทางไปครั้งนี้ตอนแรกเราวางแผนไว้ว่าจะไปกัน 6 คนคือ ผม ต้น อาท เบนซ์ เอ๋ และก็ถั่ว (ก็เกือบจะเป็นชุดเดียวกันที่ไปทีลอซู) แต่แล้วถั่วก็มาเบี้ยวเราในวันก่อนไป จึงเหลือคณะผู้เดินทาง 5 คน พวกผมก็ดูตารางเวลาว่าจะไปวันไหนดี ก็ไปตกช่วงหลังสอบมิดเทอม่กอนปีใหม่พอดี ผมก็เลยไปจองตั๋วรถทัวย์ พอสอบเสร็จ เราก็ไปพร้อมกันที่หมอชิตเลย
เช้านี้ที่จังหวัดเลย
พวกผมออกเดินทางจากรุงเทพมุ่งหน้าเข้าจังหวัดเลย (จริงแล้ว ถ้าใครจะไปภูกระดึง ควรจะลงรถที่ผานกเค้า) เนื่องจากผมมีญาติอยู่ที่จังหวัดเลย อาเจ็กบูนมารอรับที่ท่ารถจากนั้นก็ ขึ้นรถ nissan NV ไปที่อ.นาด้วง ซึ่งเป็นบ้านของอาเจ็ก เพื่อไป ล้างหน้าแปรงฟันและกินข้าวกัน พวกผมก็ไปกันด้วยความหิวโซซัดกันซ่ะของกินแทบหมด (ทั้งหิว - ทั้งอร่อย) จากนั้นก็ออกเดินทางกลับไปที่ผานกเค้า ไปซื้อถุงมือ หมวกไหมพรม สั่งซื้อข้าวไว้กินที่ภู (ถ้าใครไม่ต้องการทำอาหารเอง ก็สามารถสั่งอาหารกับน้ำดื่มได้ที่นี่ แล้ว พอขึ้นไปก็ไปเอาอาหารกับน้ำได้ที่บนภูเพราะจะมีร้านเปิดไว้อยู่) จากนั้นพวกผมก็มุ่งหนเปที่ตีน ภูโดยมาอาเจ็กมาส่ง แล้วก็นัดแนะว่าจะมารับตอนไหน จากนั้นพวกผมก็เดินทางเข้าสู่ภูกระดึง
![]() แบกเป้ขึ้นภู
ด้วยประสพการณ์ที่เคยไปทีลอซูมาก่อน พวกผมก็รู้ซึ้งว่าการแบกของที่มันหนักเกินไปมันจะไม่ไหว พวกผมก็เลยเอาพวกอุปกรณ์ยังชีพ เช่น พวกหม้อ น้ำดื่ม อาหารแห้ง และก็ของที่จำเป็นต้องใช้ในการเดินขึ้นภู ไปไว้กับพวกลูกหาบ และทำการเฉลี่ยน้ำหนักของที่ต้องแบกกัน จากนั้นก็เดินทางเข้าสู่เส้นทางขึ้นภูกระดึง
![]() ด่านที่ 1.
เมื่อเดินทางจากที่ทำการอุทยาน ซัก 800 เมตร ก็จะมาถึง ปางกกค่า เส้นทางเดินนั้นยังไม่เท่าไหร่ เรื่อย ๆ ด่านที่ 2. แต่พอจาก ปางกกค่า มา ระยะทางซัก 200 เมตร จะถึงซำแฮก พวกผมก็ แฮกกันจริงๆ เพราะมันเป็นช่วงที่ทางชันที่สุด กว่าจะถึงก็หลายแฮกอยู่เหมือนกัน ![]() ด่านที่ 3.
จากซำแฮก ไป ซำบอน ระยะทาง 700 เมตร ![]() ด่านที่ 4. จากซำบอน ไป ซำกกกอก (ซำ กก กอก) ระยะทาง ซัก 360 เมตร ก็เดินไม่ยากแล้ว เพราะเริ่มอยู่ตัว ถ้าผ่านซำแฮกมาได้ ที่เหลือก็สบายๆ ![]() ด่านที่ 5. จากซำกกกอก ไป พร่านพรานแป ระยะทาง 440 เมตร ที่เค้าเรียกว่า พร่าน เพราะ พร่าน จะหมายถึงสถานที่เซ่นไหว้ เป็นที่ประกอบพิธีขอขมา ก่อนที่จะออกล่าสัตว์ ![]() ด่านที่ 6.
จากพร่านพรานแป ไป ซำกกหว้า ระยะทาง 440 เมตร ![]() ด่านที่ 7. จากซำกกหว้า ไป ซำกกไฝ่ ระยะทาง 460 เมตร ![]() ด่านที่ 8. จากซำกกไฝ่ ไป ซำกกโดน ระยะทาง 300 เมตร ![]() ด่านที่ 9. จากซำกกโดน ไป ซำแคร่ ระยะทาง 480 เมตร คำว่า ซำ นั่น เค้าหมายถึงบริเวณที่เป็นตาน้ำ หรือ มีแหล่งน้ำซับ ![]() ด่านที่ 10. จากซำแคร่ ถึง หลังแป ระยะทาง ประมาณ 1 กิโลได้ เป็นระยะปีนภูช่วงสุดท้าย ซึ่งก็ เรียกว่าต้องเรียกฮึดสุดท้าน เพื่อปีนขึ้นไป เพราะมันชันได้เรื่องเลย แต่พอมาถึงหลังแปแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยที่ทุกคนต้องทำคือ ถ่ายรูปกับป้าย "เราคือผู้พิชิตภูกระดึง" แล้วพอหายเหนื่อยก็เดินกันต่อ ![]() ด่านที่ 11. จากหลังแป ไปถึง ที่ทำการศูนย์วังกวาง เป็นทางลาด ไม่ต้องปีนแล้ว เดินลากขากันได้สบายๆ ระยะทาง ประมาณ 3 กิโล เดินไปเรื่อยๆ ชมบรรยากาศ ดูต้นสนสองใบ ไปตลอดทาง ![]() ที่ทำการศูนย์วังกวาง
เมื่อเดินทางมาถึง พวกผมก็เข้าไปที่ทำการ จ่ายค่ากางเต็นท์ แล้ว ก็ไปหาที่ว่างๆ (หาอยากมาก คนโคตรเยอะ) แล้ว เราก็มาเจอ กลุ่มนึงเค้ากำลังเก็บเต็นท์ เพราะว่ากำลังจะกลับแล้ว พวกผมก็ช่วยเค้าเก็บแล้วก็กางของเราลงไปแทน เมื่อเต็นท์ทั้งสองหลังถูกกางกันเสร็จ พวกเราก็ลงมือจัดการกับมื้อเที่ยงกัน จากนั้นก็ออกไปเช่าเตา ผ้าห่ม ที่รองนอน เพื่อเตรียมตัวรอรับอากาศที่หนาวเย็นมากๆ ในคืนแรก
![]() คืนแรกอันแสนจะหนาว
ตกเย็นพวกผมก็จัดการก่อกองไฟขึ้นมาเพื่อทำอาหาร แล้วเอาไว้ผิงไฟกันในช่วงเวลากลางคืน คืนแรกนั้นอากาศหนาวมาก มากกว่าที่คิดไว้เยอะ พวกผมก็นั่งชุมมุนรอบกองไฟกันชื่นชมบรรยากาศยามค่ำคืน แล้วก็วางแผนกันสำหรับวันพรุ่งนี้
คืนแรกนั้นผมประมาทมากเลยที่เช่าผ้าห่มมาแค่ผืนเดียว (ผมเช่ามาห่มนอนคู่กับเบนส์) แต่คืนนั้นหนาวจริงๆ พอเลยเที่ยงคืนไปแล้ว ผ้าห่มผืนเดียวไม่พอ เล่นเอาตัวแทบแข็งเลยง่ะ
![]() เช้านี้ที่ผานกแอ่น
ประมาณซักตี 5 ก็จะเริ่มมีเสียงเอะอะของผู้คน เช้าๆที่ภูกระดึง เค้าจะตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกันที่ผานกแอ่น พวกผมก็ตื่นไปดูเหมือนกันเดิ๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง เส้นทางเดินก็ไม่ไกลมาก กิโลกว่าๆก็ถึง เดินย้อนกลับทางที่เราขึ้นมา หรือเดินตามๆคนที่เค้าเดินไปก็ได้ บรรยากาศโดยรวมก็ไม่มีอะไรมาก อาจเป็นเพราะคนเยอะไปหน่อย จากนั้นพวกผมก็กลับไปทำอาหารเช้ากัน เพื่อเตรียมตัวเดินทางยาวทั้งวัน
![]() ถึงเวลาย่ำเท้า
เมื่อทุกอย่างตอนเช้าเรียบร้อยพวกผมก็ไปเบิกอาหารเช้าที่จองกันมาตอนอยู่ตีนภู เพื่อจะได้เอาไว้กินกันตอนเที่ยง และตอนเย็นช่วงดูพระอาทิตย์ตกดิน การเดินทางเป้นการเดินทางในวงกว้าง เส้นทางจะเดินไปเริ่มต้นที่ผาหล่มสัก (หลายท่านอาจจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก แต่พวกผมเลือกไปดูที่ผาหมากดูด เพราะเวลามืดแล้วจะเดินทางกลับได้ใกล้ และง่ายกว่า) การเดินระยทางแรกจะยาวหน่อย กว่าผมจะเดินถึงผาหล่มซักก็น่าจะเกือบเที่ยง แล้วพวกผมก็มาถึงผาหล่มสัก
![]() ผาหล่มสัก
หน้าผายอดฮิต ถึอว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของภูกระดึงเลย รู้ไหมครับว่าทำไมเค้าถึงเรียกว่าผาหล่มสัก เพราะลักษณะภูมิประเทศ ผาหล่มสักหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เบื้องล่างเป็นเนินเข้าไม่มีเขาสูงมาบังตอนที่พระอาทิตย์ตก ถ้ามองไปเบื้องล่างเราจะมองเห็นอ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เราจึงผาแห่งนี้ว่าผาหล่มสัก ผาหล่มสักอยู่ห่างจากที่ทำการวังกวางประมาณ 9 กิโลเมตร กว่าจะเดินมาถึง ก็เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน เพราะพวกผมก็ตั้งหน้าตั้งตาเดินมาเลย ไม่ได้แวะที่ไหนจริงจัง ผาหล่มสักเป็นสถานที่ที่ทุกคนต้องแวะมาแน่นอน ดังนั่นถ้าเรามาผิดจังหวะอาจจะต้องรอนานหน่อยกว่าจะได้ถ่ายรูปเท่ ๆ โชคดีมากที่พวกผมออกมากันเร็ว คนก็เลยยังไม่ค่อยเยอะ ทำให้มีเวลาอันมากมายในการถ่ายภาพ และ กินมื้อเที่ยงกันที่นี้
![]() ผาแดง ผาเหยียบเมฆ ผานาน้อย ผาจำศีล
สี่ผาที่ผมเอ่ยชื่อขึ้นมานั้นเป็นหน้าผาที่อยู่ในเส้นทางเดินเรียงตามลำดับจากผาหล่มสักไปจนถึงผาหมากดูก ตลอดเส้นทางที่เดินกันมาพวกผมก็แวะทุกผาถ่ายรูปกันทุกผา สารพัดแอ็คชั่นมีเท่าไรก็งัดออกมากันเต็มที่ บรรกาศนั้นดีมาก ตลอกเส้นทางก็จะต้นสนทางด้านซ้าย และหน้าผาทางด้านขวาทำให้อากาศไม่ร้อนมาก มีลมพัดตลอดเวลา
![]() ![]() ผาหมากดูก
เป้าหมายสุดท้ายของการเดินทางวันนี้ ก็คือ ผาหมากดูก ที่นี่ช่วงเย็นๆคนจะเยอะมาก เพราะทุกคนตั้งใจจะดูพระอาทิตย์ตกกันที่นี้ เนื่องจากระยะไม่ห่างจากที่ทำการฯ และสามารถเดินทางกลับที่ทำการได้ง่ายกว่าผาหล่มสักมาก พวกผมมาถึงกัน ก็ประมาณช่วงเย็นๆ จากนั้นก็จับจองพื้นที่นั่งเพื่อรอดูพระอาทิตย์ตก และก็เอาอาหารกล่องออกมารับประทานกันในมื้อเย็น เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี อากาศโดยรอบก็เริ่มเย็นขึ้นเลยๆ ดังนั่นจงอย่าลืมเอาเสื้อกันหนาว หมวกไหมพรม และ ถุงมือไปด้วย เพราะถึงแม้ว่าตรวจทั้งวันอากาศจะร้อน แต่พอเย็นๆ แล้ว อากาศก็จะหนาวเลย จากนั้นตะวันก็ลับจากขอบฟ้าไป
![]() นอน นอน นอน
เนื่องจากเราเลือกดูพระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก การเดินทางกลับที่พักจึงใช้เวลาไม่นานนัก เมื่อมาถึงที่พักพวกผมก็ไปเช่าผ้าห่มอีกผืน เนื่องจากคืนแรกหนาวมากๆ จากนั้นพวกผมกมานั่งกันรอบกองไฟนั่งคุยกันไปต่าง ๆ นานา แล้วก็คุยกันเรื่องแผนการเดินทางวันพรุ่งนี้ว่าจะไปไหนกันบ้าง จากนั้นก็เข้าเต็นท์ แล้วก็หลับกันยาวเลย
เช้าวันสุดท้าย
เช้าวันนี้เราไม่ต้องตื่นแต่เช้าแล้วเนื่องจากเราไม่ต้องไปดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เมื่อตื่นมาเราก็เริ่มตั้งเตาต้มม่ามาเป็นอาหารมื้อเช้า จัดแจงเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางเข้าป่า วันนี้พวกเราได้อาบน้ำด้วย การเดินทางเข้าป่าครั้งนี้ เราก็จะเดินไปอีกทางกับเมื่อวาน เส้นทางเดินธรรมชาติวันนี้อากาศจะดีกว่าเมื่อวานมาก เพราะเราจะเดินเข้าป่ากัน
เดินป่าภูกระดึง
เริ่มเดินทางจากลานพระ แล้วก็เลี้ยวเข้าป่า ตลอดทางเดินจะไม่ร้อน อากาศจะดีมา บรรยากาศร่มรื่น ถ้าไปตอนเช้าๆจะดีมากๆ พวกผมก็เดินเท้าไปแวะตามน้ำตกต่าง ๆ เช่น น้ำตกวังกวาง น้ำตกโผนพบ น้ำตกถ้ำใหญ่ ซึ่งเราก็จะได้พบใบเมเปิ้ลสีแดงสดไป เกือบตลอดทาง และพวกผมยังได้แวะไปที่สระแก้ว และ สระอโนดาต จากนั้น ก็วนรอบกลับที่พักอีกครั้ง
![]() ![]() เก็บของลงภู
แล้วก็ถึงเวลาที่พวกผมต้องกลับแล้ว หลังจากจัดการมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้ว ก็เก็บของ แบกของทั้งหมดลงภู ขาลงนั่นง่ายๆ สบายมาก เพราะเดินลง พวกผมก็ลงกันด้วยความรวดเร็ว ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็ลงถึงตีนภู พอลงมาถึงพวกผมก็ตรวจสอบข้าวของที่แบกลงมาครบถ้วนหรือเปล่า จากนั้นก็ไปอาบน้ำกัน เพราะคืนนี้ต้องนั่งรถทัวย์กลับกรุงเทพมหานคร ก็เกรงใจคนอื่นเค้า แล้วทุกคนก็หลับกัน จนเย็นๆ อาเจ็กก็มารับแล้วก็ไปส่งขึ้นรถที่ผานกเค้า คืนนั้นรถมาช้าหน่อยก็จะได้ขึ้นรถก็ดึกมาก พอได้ขึ้รรถทัวย์พวกผมก็หลับยาวกันจนถึงหมอชิต
สรุปการเดินทาง
การเดินทางครั้งนี้เป็นการเข้าป่าครั้งที่ 2 ก็ถือว่าประสพการณ์ที่เราได้ไปทีลอซู ก็ช่วยเราได้มาก ทำให้เราไม่ค่อยมีปัญหามาก แต่ถ้าถามความรู้สึกจริงๆ ผมไม่ค่อยประทับใจซักเท่าไหร่ เพราะคนเยอะ บรรยากาศโดยรวมไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัวเลย มองไปทางไหนก็เจอแต่ผู้คน สภาพแออัดไปหน่อย ถ้าควบคุมจำนวนคนที่ขึ้นมาภูได้คงจะดีกว่านี้ แต่ก็สนุกไปอีกแบบ ถ้าใครได้ไปก็เลือกช่วงเวลาดีๆหล่ะกันครับ สภาพป่ายังถือว่าดีอยู่ มีเวลาซัก 2 วันบนภูผมว่ากำลังดี แต่ถามว่าไปอีกไหม ผมคงไม่ไปแล้ว แต่ก็อยากให้ทุกคนได้ไปสัมผัสบรรยากาศซักครั้งน่ะครับ เป็นประสพการณ์ที่ดีอย่างนึงครับ
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ (ใหญ่)
8月14日 ภูเก็ต มณิคราม จังซีลอน @ 08/2549ภูเก็ต มณิคราม จังซีลอน
ไข่มุกอันดามัน สวรรค์เมืองใต้ หาดทรายสีทอง สองวีรสตรี บารมีหลวงพ่อแช่ม ก็ต้องขอแทรกเรื่องราวการเดินทางไปยังที่ต่างๆของผมน่ะครับ ที่ในคราวที่แล้วตั้งใจว่าจบจากเรื่องพัทยายาวๆ แล้วจะต่อด้วย ภูกระดึง แต่แล้วก็โดนภูเก็ตแทรกไปซ่ะก่อน ไงได้ไล่ะครับ เพิ่งจะไปกลับมาไม่ถึงอาทิตย์อะไรๆก็ต้องสดกว่าอยู่แล้ว และจริงแล้ว Blog ถัดไปผมจะพูดเรื่องหวย ก็ต้องขอยกยอดไปเดือนถัดไปหล่ะกันน่ะครับ จุดประกาย การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นได้จากการที่พวกผมไปกินข้าวต้มแถวหอการค้า แล้วก็มานั่งคุยกันว่า เออเราคบกันมา 17 18 ปีแล้ว พวกเรายังไม่เคยไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันเลย ทีเพื่อนมหาลัยไปกันมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ครั้งสุดท้ายที่ไปด้วยกันก็ เกาะช้างนู้นแลย พวกผมก็เลยมีความคิดว่าไปไหนดีว่ะ โบ้(เคน) ก็ เสนอว่าไปเกาะล้านไม่ไกล ไป 2 วัน 1 คืนได้สบาย เมื่อเสร็จจากข้าวต้มเราก็ไปนั่งร้านกาแฟคุยกันต่อ ซักพัก เอ้ ก็บอกว่าเออ ไอ้กานต์ มันอยู่ภูเก็ต ตอนนี้มันเฝ้าโรงแรมให้เจ้านายมัน พวกเราสามารถไปนอนได้สบาย แล้ว เอ้ ก็โทรหา กานต์ สรุปว่าพวกผมจะไปภูเก็ต แล้วทริปภูเก็ตจึงเกิดขึ้น ตั๋วเครื่องบิน 9 บาท การเดินทางครั้งนี้พวกผมจะอาศัยเครื่องบินเป็นการเดินทางไปกลับ วางแผนไว้ว่าจะไปคืนวันพฤหัส กลับคืนวันอาทิตย์ แล้วจะไปสายการบินไหนดีหล่ะ แล้วโบ้ก็โทรมา "บิ๊ก พรุ่งนี้ไปจองตั๋ว Air Asia กัน 9 บาท กับ 199 บาท" แล้วก็ไปเจอกันตอนเช้าที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต วันนี้เราซื้อตั๋วไปในราคา 9(ค่าตั๋ว) + 554 (ค่าภาษีน้ำมัน, vat, Fee) และตัวกลับในราคา 199 + 554 สรุปไปกลับ ไม่ถึง 1,500 บาท เราไปกัน 5 คน ก็ประหยัดกับไป เกือบ 6,000 บาท ขาดแต่ เชน เท่านั้นได้เฉพาะตั๋วกลับ เพราะตั๋วไปราคาถูกหมดแล้ว แต่ เชนก็มาเบี้ยวเราในโค้งสุดท้าย ทำให้คณะผู้เดินทางเหลือแค่ 4 คน พร้อมออกเดินทาง พวกผม 4 คนก็ มารวมตัวกันที่สนามบินดอนเมือง เพื่อจะได้ขึ้นเครื่อง Air Asia ไปภูเก็ต ในคณะที่ออกเดินทางมีด้วยกัน 4 คน คือ ใหญ่ โบ้ เอ้ และ บุ๋ม พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพ ประมาณ 21.30น. ไปถึงภูเก็ตก็เกือบ 23.00 แล้วกานต์ก็มารับที่สนามบินนานาชาติภูเก็ต แล้วพวกผมก็เดินทางเข้าป่าตองกัน เส้นทางเขาป่าตองนี่ถ้ามาดึกๆก็อันตรายไม่น้อย ยิ่งไม่เคยมาเลยยิ่งน่ากลัว เพราะว่าเราต้องขึ้นเขา ทางขึ้นเขาก็ไม่ธรรมดาซ่ะด้วยซี ถ้าใครไปก็ใช้ความระมัดระวังมากๆ ![]()
เช้าที่1ในภูเก็ต
หันหัวออกทะเล
ทะเลไทยยังงดงาม
ลงน้ำตัวเปียกครั้งที่ 1 ถ้ำไวกิ้ง เกาะลิง Monkey Island
กลับไปมาหยาอีกครั้ง
พีพีดอน หรือ ตลาดนัดหว่า
เกาะไข่เป็นคำนานไม่ใช่คำกริยา
บาร์บีคิว ซี่โครงหมู ปูย่าง ปลาเผา เราทำกันเอง
อาหารมื้อเช้าวันที่2 ออกรถชมหาด จุดแวะถ่ายรูป KATA View Point
หาดในหาน
แหลมพรหมเทพ
พวกผมเดินทางจากหาดในหานประมาณซัก 5 กม. ก็มาถึงแหลมพรหมเทพ ตอนแรกมาคิดว่าคนจะเยอะแต่พอมาถึงแล้วก็ธรรมดาไม่เยอะมาก แหลมพรหมเทพจัดเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของประเทศไทย ดังนั่นในช่วงเย็นๆคนจึงเริ่มเยอะขึ้น เพราะทัวร์ต่างๆเริ่มเข้ามา พวกผมก็ถ่ายรูปตามมุมต่างๆ แล้วก็เดินลงไปที่ปลายแหลมเพื่อไปถ่ายรูปกัน หลังจากนั้นก็กลับขึ้นมาแล้วก็ไปทานข้าวกันที่ร้านอาหารข้างๆเพื่อรอดูพระอาทิตย์ตกกันที่นั้น
![]() Air Asia ของผม
ในขณะที่พวกผมกำลังมีความสุขสำราญกับอาหาร และ ชมพระอาทิตย์ตก ก็มีเสียงสวรรค์ดังมาจากมือถือผม เป็น SMSที่ส่งมาจาก Air Asia ว่าเที่ยวบินขากลับของคุณถูกยกเลิกกรุณาติดต่อกลับเราด่วน บรรยากาศที่กำลังดีก็เลยเปลี่ยนไป พวกผมก็ต้องโทรไปถามในทันทีว่าพวกผมจะได้กลับวันพรุ่งนี้ไหม แล้วทาง Air Asia ก็จัดเที่ยวบินใหม่แต่ต้องไปก่อนเวลากำหนดเดิม ซึ่งปัญหามันก็เกิดมาจากที่ ทางมาเลเซียซ่อมเครื่องให้ไม่ทัน แล้วพระอาทิตย์ก็ตกไปซ่ะแล้ว พวกผมก็เดินทางกลับที่พัก เพื่อจะได้ออกไปเดินเที่ยวหาดป่าตองตอนค่ำ
![]() ป่าตอง ยามราตรี
หลังจากที่ผมจัดการปัญหาเรื่องเที่ยวบินจบแล้ว พวกผมก็ออกไปเดินเที่ยวถนนเรียบหาดป่าตอง (ถนนทวีวงศ์) แล้วก็ ถนนบางลา ถนน 2 เส้นนี้แตกต่างกันมา ถ้าท่าต้องการทานอาหารและ Shopping ก็ต้องถนนเลี่ยบหาด มีของขายเยอะมาก เหมือนๆแถวสีลมในกรุงเทพ ส่วนร้านอาหารทะเลก็เยอะมาก ทุกร้านมีเมนูและราคาให้ดูก่อน แต่โดนรวมแล้วทุกร้านก็ราคาพอๆกัน พวกผมเห็นราคาแล้วก็ไม่กล้ากิน ไม่ใช่ไม่มีตังค์ แต่เสียดายตังค์ เพราะคืนแรกที่เรากินBBQ พวกผมไปซื้อของที่ตลาดจึงรู้ว่าที่ตลาดราคาเท่าไหร่ แต่พอลงร้านอาหารแล้วมัน คูณ 2 บ้าง คูณ 3 บ้าง ก็เลยบายดีกว่า เมื่อเดินมาจนถึงถนนบางลา เราก็จะเห็นบรรยากาศเหมือนถนนคนเดินที่พัทยา มีแต่ฝรั่งเพียบเลย มีผับที่แยกเป็นแต่หล่ะประเทศเลย เช่น ผับของชาวอังกฤษ อเมริกา สก็อตแลน และ บาร์เหล้า เยอะมากตลอดเส้นทาง แล้วพวกผมก็มาหยุดที่ร้านโต๊ะพูล ก็เล่นพูลกันที่นี้จนถึงเที่ยงคืนนิดๆ (ฝีมือการเล่นพลูของผมก็ ระดับสุนัขไม่รับประทานเลยครับ แค่แทงลูกขาวยังมิสเลยง่ะ อย่างว่าเกิดมาไม่เคยแทงนี่หว่า) เล่นกันไปได้ซัก 4 เกมส์ก็เดินกลับที่พัก
![]() เช้าสุดท้ายที่จังซีลอน
การเดินทางก็ต้องมีวันสิ้นสุด แล้ววันสุดท้ายก็มาถึง อย่างที่เค้าว่าความสุขย่อยผ่านไปเร็วเสมอ เช้ามาก ผม กานต์ และ โบ้ ก็ ออกไปเดินเที่ยวหาดป่าตองอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ออกไปเดินถ่ายรูป และชมบรรยากาศเช้ากันจริงๆ ก็เหมือนเดิมตลอดข้างทางก็มีคนมาทักว่าสนใจเจ็ตสกีไหม บานาน่าไหม แต่ช่วงเช้าๆคนไม่เยอะเท่าตอนกลางคืน ถ้าใครมาแล้วลองหาเวลาตอนเช้าไม่เกิน 9 โมง แล้วมาเดินเล่นดูน่ะครับ อากาศดี แดดยังไม่ร้อนจนเกินไป เดินไปถ่ายรูปไปก็ได้ เพราะมีหลายจุดที่สามารถแวะถ่ายรูปได้ เดินมาคราวนี้พวกผมเดินกันเกือบสุดหาด ขากลับก็เดินกันขาลากเหมือนกัน
ไก่ทอดอิสลาม ป่าตอง
เช้าวันนั้นก็ไม่ได้กินมื้อเช้าก็ยกยอดไปมื้อเที่ยง พวกผมก็ไปกินไก่ทอดอิสลามแถวช่วงต้นหาดป่าตอง ไก่ทอดก็จัดว่าใช้ได้เลยกรอบนุ่นกำลังดี เรื่องกลิ่นไม่ต้องพูดถึง พอมาถึงร้านพวกผมก็สั่งไก่มาหลายชี้นเลย แล้วก็ส้มตำ ต้มแซบ น้ำตกเนื้อ ลาบเนื้อ กินกันอย่างเอร็ดอร่อยกันพุงกาง
หาดกมรา Phuket Fantasy
จากนั้นก็มุ่งหน้าไปหาที่ถ่ายรูปกันแถวหาดกมราแล้วก็แวะเข้าไปที่ Phuket Fantasy ก็ กะว่าจะเข้าไปถ้ารูปตรงทางเข้าซ่ะหน่อยจะได้รู้ว่ามาถึงแล้วนะ แต่พวกผมไม่มีเวลาที่จะได้ดูการแสดง ถ้าได้อยู่ต่ออีกซักวันคงจะมาใช้บริการแน่นอน
เก็บข้าวของเตรียมตัวกลับบ้าน
แล้วพวกผมก็กลับที่พักเก็บของ อาบน้ำเตรียมตัวที่จะกลับกรุงเทพ แต่เที่ยวบินที่จะกลับนั้นมันประมาณ 4 ทุ่มกว่า พวกผมก็นั่งๆนอนๆอยู่ที่โรงแรมกันจนถึง 5 โมงเย็นก็ต้องบอกลาโรงแรมเพื่อเดินทางเข้าไปตัวเมืองภูเก็ตเพื่อไปทานอาหารมื้อค่ำกันที่ เขารัง
ทานข้าวที่เขารัง
พวกผมก็เดินทางออกจากหาดป่าตอง เพื่อเข้าไปที่ อ.เมือง เขารังนั้นตั้งอยู่น่าจะเกือบใจกลางเมืองภูเก็ตเลย เป็นสถานที่ชอบทัศนียภาพโดยรวมของเมืองภูเก็ตเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเข้ารังเป็นเนินเขาเตี้ยๆการขับรถขึ้นไปจึงไม่เป็นปัญหาอะไร แล้วพวกผมก็มาถึงร้านอาหาร บรรยากาศที่ร้านถือว่าดีมาก เพราะคนไม่เยอะ พวกผมก็เปิดรายการอาหารแล้ว ก็สั่ง ๆ ๆ อะไรที่เค้าว่าน่ากินเราสั่งหมด(น้ำพริกกุ้งเสียบ ไข่เจียวห่อหมก ทอดมันกุ้ง ผัดอะไรซักอย่างจำไม่ได้ แล้วก็ปลาอะไรหว่าทอด ที่กินมันได้ทั้งตัวเลย แล้วก็ต้มยำ) แล้วก็ซัดกันจนเกลี้ยงไม่มีเหลือ จากนั้นก็ลงเขามุ่งหน้ากลับสนามบิน
กลับบ้านแล้วครับ
การเดินทาก็มาถึงจุดที่สี้นสุด กานต์มาส่งพวกผมที่สนามบิน ทาง AirAsia ก็ย้ายสายการบินให้พวกผมเป็น 1 2 Go ซึ่งเครื่องจะออกก่อนครึ่งชั่วโมงก็ดีพวกผมจะได้ถึงบ้านไวขึ้น แล้วเวลาแห่งการร่ำลาก็มาถึง พวกผมก็แยกกับกานต์ แล้วก็ขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพประมาณ 5 ทุ่มกว่าๆ เป็นอันว่าการเดินทางอันแสนสุขก็จบลงตรงนี้หล่ะครับ บ้ายบาย จังซีลอน
สรุปการเดินทางครั้งนี้ถือว่าเป็นประสพการณ์ทางทะเลครั้งใหม่ของผม เพราะฝั่งอันดามันผมแทบจะไม่เคยได้สัมผัสมันเลย ซึ่งผมจะเน้นด้านอ่าวไทยซ่ะเยอะ การเดินทาง 3 วัน 3 คืนที่ ภูเก็ต จริงๆแล้วผมว่ามันก็ยังน้อยอยู่ จริงๆแล้ว ผมได้ไปแค่ครึ่งเกาะเท่านั้นเอง ตัวเมืองก็ยังไม่ได้เที่ยว ถ้ามีเวลาอีกซักวันก็คงจะดีกว่านี้ ช่วงที่ผมเดินทางไปนั้นเค้าเรียกว่าช่วง Low แต่ผมว่าไปช่วงนี้แล้วฝนไม่ตกก็ถือว่าดีมากๆ เพราเค้าว่าช่วง High ทุกอย่างจะแพงขึ้นมาทันทีแล้วก็คนจะเยอะมากๆๆ อยากจะไม่สนุกอย่างงี้ก็ได้ ตอนนี้ที่ภูเก็ตกำลังจะมีห้างที่ใหญ่มาก เค้าว่าถูกสร้างมาเทียบชั้น Paragon เลย คือ ห้างจังซีลอน(จังซีลอนเป็นชื่อเดิมของเกาะภูเก็ต) ห้างนั้นใหญ่โตมาก อยู่ตรงหาดป่าตองเลย คาดว่าปลายปีนี้คงได้เปิดให้บริการ
การอัพเดท ครั้งถัดไป คงจะเป็นเรื่องหวยซักที ใครที่สนใจอยากรู้ว่าผมทำยังไงกับตัวเลข ก็เตรียมหาเครื่องคิดเลข กับ หัดใช้โปรแกรม Excel ให้คล่องล่ะกันครับ จะได้รู้เรื่อง ส่วนรูปช่วงท้ายๆ มันหายไปเพราะผมยังได้รุปไม่ครบ ไว้ครบเมื่อไหร่จะเอามาลงเพิ่มให้ครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามครับป๋ม
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ (ใหญ่)
7月15日 พัทยา ยาวๆ @ 2540พัทยา ยาวๆ
ทะเลงาม ข้าวหลามอร่อย อ้อยหวาน จักสานดี ประเพณีวิ่งควาย
ขอต้อนรับเข้าสู่เรื่องราวการท่องเที่ยวพัทยาของผม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไปเที่ยวพัทยากันยาวนานขนาดนี้ ไปกันเกือบอาทิตย์ คณะเดินทางครั้งนี้ใหญ่มาก 10 กว่าคน (ใหญ่ หนึ่ง หนิง เก๋(แม็ก) แม็ก เป็ง เบนซ์ ปอ โชค แหม่ม ต้น อิงค์ อาร์ท เก๋(ปูกิ) ) โดยไปอาศัยนอนบ้านเก๋(ปูกิ) ทำให้พวกข้าพเจ้าประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปอย่างมหาศาล
การเดินทางครั้งนี้พวกผมอาศัยจังหวะที่ปิดภาคเรียนที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงที่น้องๆปี1 ก็ไปรับน้องกันที่สวนนงนุช แต่พวกผมไม่ได้ไปกลับคณะรับน้อง แต่ไปกันเอง แต่ก็ แวะไปดูหน้าน้องๆเฟรชชี่ทั้งหลาย ว่าเป็นไงบ้าง พวกพี่เค้ารับน้องกันโหดหรือเปล่า
คืนแรกแห่งการเดินทาง
การเดินทางพวกผมทั้งคณะก็ออกตัวกันจากกรุงเทพที่หมอชิต ตอนเย็นๆ แล้วก็ไปถึงซัก 2 ทุ่มกว่า และก็ได้มาเจอต้นซึ่งมารออยู่ก่อนหน้าแล้ว จากนั้นพวกผมก็เดินเล่นตามถนนคนเดินไปยังร้านของเก๋ เพื่อไปหาผุ้สนับสนุนที่พักอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็ไปที่พักกัน
![]() วันแรก
จำไม่ได้แล้ว เอาเท่าที่จะได้หล่ะกัน
วันนี้ก็ ออกเดินทางไปสวนนงนุชเพื่อไปดูว่าเค้ารับน้องกันยังไงบ้าง ก็ยังคงเหมือนเดิม ซกมกๆ ทะลึ่งๆ แต่ไม่มีความรุนแรง หลังจากนั้นพวกผมก็กลับมาที่ชายหาดพัทยา เดินไปเดินมา ก็หาที่จับจองชายหาดแล้วก็แบ่งข้างเตะบอลชายหาดกัน จากนั้นก็เดินกันตามชายหาดจนเย็นก็ หาอะไรกินแล้วกับเข้าบ้าน กิจกรรมภายในบ้านก็ไม่มีอะไรมาก คิดว่าหลายๆคนที่เดินทางไปต่างจังหวัดทำกันเป็นประจำก็คือ กินเหล้า และ เล่นไพ่ เป็นอย่างงี้แทบทุกคืน
![]() วันที่ 2 ไประยองกันน่ะ
พอเช้าก็ปลุกๆกันด้วยเสียงโวยวาย และเสียงกีตาร์ แล้วก็เตรียมตัวออกไปท่องเที่ยวกัน วันนี้พวกผมตั้งใจไว้ว่าจะไประยอง ไปเที่ยวหาดสวนสนกัน การเดินทางพวกผมก็ เหมารถสองแถวเลยก็วิ่งกันยาวไประยองเลยพี่ พวกผมนั่งหลังรถก็ร้องเพลงแหกปากกันไปตลอดทาง แล้วก็มาจนถึงชายหาดของเรา
เรือกล้วย ชีวิตนี้ผมไม่เอาอีกแล้ว
Banana Boat อันสุดมันของใครหลายคนแต่ผมไม่ขอครั้งที่ 2 เป็นอย่างแน่นอน กิจกรรมหลัก 2 อย่างที่เราทำกันที่สวนสนก็คือ 1.เล่นห่วงยาง และ 2.บานาน่า โบท์
พอมาถึงหาดเราก็จัดแจงหาที่นั้ง แล้วก็เช่าห่วงยางกับเรือกล้วย 2 ลำ พวกเราเกือบทั้งหมดก้ลงเรือกัน ยกเว้น หนึ่งซึ่งไม่ค่อยสบาย จึงไม่ขอลงเรือด้วย เรือกล้วยเป้นอะไรที่สนุกมาก ยิ่งเร็วก็ยิ่งมัน แต่ไม่ชอบตอนทิ้งโค้งเลย ตกน้ำกันทีแทบแย่กว่าจะขึ้นได้ ดั่งนั่นพวกผมก็เลยมือกาว เกาะเรือแน่น "ยังไงก็ไม่ตกโว้ย" แต่อย่างว่าพอไม่ตกมันก็เร็วขึ้นๆ แล้วก็ทิ้งโค้งคราวนี้ก็ร่วงกันเต็มที่เลย มันครับ ยังยืนยันว่ามัน เอาอีกๆ ก็หลังๆก็เลยต้องตกน้ำบ่อยหน่อย เดิ๋ยวพี่คนขับเรือเค้าจะโมโหอีก ร่วมเวลาก็ประมาณ ซักครึ่งชั่วโมงได้ แล้ว เค้าก็ท้งเรากลางทะเลให้พวกผมลอยคอเข้าฝั่งกันพอมาถึงฝั่งก้คว้าห่วงยาง ไปกลางทะเล แล้วก็นั่งบนห่วงยางให้มันพัดเข้าฝั่ง ก็แข่งกันว่าใครจะถึงฝั่งก่อนกัน ผ่านไปได้ซักชั่วโมงพวกผมก็หมดแรง ก็จัดการอาบน้ำ เตรียมกลับบ้านที่พัทยา
![]() อะไรมันอยู่ในหูผม
พวกผมก็เดินทางกลับมาสู่พัทยา เย็นนี้เรามีผู้สนับสนุนอาหารมื้อเย็นอย่างเป็นทางการก็ประมาณว่า Pizza + KFC พวกผมก็ช่วยกันเก็บกวาดกันให้เรียบ เจ้าของงานจะได้ไม่รู้สึกเสียใจ แต่คืนนี้คงไม่ดึกมากเพราะเหนื่อยกันมาก
![]() เอะ!! แต่ทำไมผมรู้สึกเจ็บๆหู ผมคิดว่ามันมีอะไรเข้าไปในหูหรือเปล่า แต่ก็ยังไม่ใช่ปัญหาตอนนี้เพราะกำลังมัน มาเล่นไพ่กันก่อนนอนดีกว่า
เที่ยวเมืองพัทยา
เช้าอีกวันก็มาถึง พวกผมก็ตื่นด้วยเสียงที่โวยวายของพวกสาวๆว่า "ตื่นกันได้แล้วจะนอนกันไปถึงไหน" เมื่อตื่นมาปัญหาก็ คือว่าใครจะอาบน้ำก่อนหลังดี เป็นเรื่องปรกติที่คนแรกจะหายากหน่อย แล้วก็คนสุดท้ายก็ไม่ค่อยมีใครอยากได้ วันนี้พวกผมมีแผนจะเที่ยวไปในเมืองพัทยา เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เราก็เรียก สองแถวออกจากบ้านกัน
ไปพิพิธภัณฑ์ ลิปลี่
พวกผมเกิดมาก็ไม่เคยมาซักที (ตัวผมเอง วันนี้ก็ยังไม่เคยเข้าไปครับ แค่ไปเฉี่ยวๆ) พอมาถึงที่นี่ ก็แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกก็จะเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ อีกกลุ่มก็จะไปเล่นเกมส์ยิงเลเซอร์กัน ผมก็ต้องไปยิงปืนกันซี ส่วนสาวๆ ก็เข้าพิพิธภัณฑ์กันไป โดยมี โชค กับ เบนส์ ไปด้วย
พวกเราพร้อมจะลุยกันมานานแล้ว
กิจกรรมอันนี้ ก็เป็นกิจกรรมที่สนุกใช้ได้ เพราะมันเป็น Action ว่าๆไปก็คล้ายๆเพนท์บอล แต่ง่ายกว่า สบายกว่า เพราะทั้งหมดจะเล่นในร่ม ส่วนประกอบก็คือ ปืนเลเซอร์ เสื้อเกราะ กติกาก็ไม่ยาก ยิงปืนให้โดนฝ่ายตรงข้าม ถ้า ฝ่ายตรงข้ามถูกยิงปืนของคนที่ถูกยิงจะใช้งานไม่ได้พักนึง แล้วก็เข้าไปยิงที่ฐานของฝ่ายตรงข้าม ผลการแข่งขันจะวัดกันว่าใครทำคะแนนได้มากที่สุกในเวลาประมาณ 15 นาที หลังจากฟังกฏข้อบังคับแล้ว ก็เลืฮกฝ่าย เลือกชุด แล้วลงสนามเลย
This is a Good day to Die.
ห้องประชุมแผน "เอาหล่ะพวกเราต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือหน่วย แรงเจอร์(R)ซึ่งจะทำหน้าที่บุกทะลวงเข้าไปในพื้นที่ของฝ่ายตรงข้าม แล้วอีกกลุ่ม คือ เดลต้า(D)จะทำหน้าที่รักษาที่มัน และคุ้มกันหน่อยแรงเจอร์ งานจะสำเร็จได้ถ้าพวกเราร่วมมือกัน เอาหล่ะพร้อมแล้วไปลุยกันเลย "
ผมก็อยู่ในทีม R ทำหน้าที่เก็บฝ่ายตรงข้าม เพื่อเคลียพื้นที่ให้ ทีม D ยึด
แล้วสัญญาณนับถอยหลัง ก็ดังขึ้น 3 2 1 Fight
"ทีม R บุกไปข้างหน้า ทีม D ยิงสนันสนุน go go go GO!!!"
ทีม R วิ่งออกไปจากฐานด้วยความตั้งใจว่า จะเก็บพวกมันให้เรียบเลย แต่
" เฮ้ยปืนกูยิงไม่ออกว่ะ "
" เวงแล้วมึงโดนยิงนี่หว่า ปืนมึงนับถอยหลังง่ะ หาที่หลบก่อน" มาถึงผมก็โดนคนแรกเลย
" แม่งซุ่มยิงอยู่ตรงไหนว่ะ พวกเราแม่งมัวแต่วางแผน พวกมันเลยมารอดักยิงเลย เดิ๋ยวรอปืนกรูก่อน แล้วแยกออกซ้ายขวาน่ะ" ผมสั่งเพื่อนร่วมทีม
จากกัน พวกเราก็กระโจนออกซ้ายขวา โดยทีม R จะตีขนาบข้าง แล้ว ทีม D ยิงสนับสนุนจากฐาน
"เจอแล้ว โซ้ยแม่งเลย ปัง ๆ ๆ "
"รายงาน ข้างหน้า ร่วงไป 2 ตัวแล้ว ให้ ทีม D เข้าคุมพื้นที่ เราจะบุกต่อไปที่หน้าฐาน"
" เฮ้ยปืนกรูนับอีกแล้ว แม่งซุ่ม ตรงไหนว่ะ เดิ๋ยวเอาเหมือนเดิมน่ะ" ผมโดนอีกแล้ว
" นับสามน่ะไป พร้อมกัน 1 2 ไป"
ไม่ทันจะออกไปถึงไหน ผมกับเพื่อนก็โดนกันอีก ตำแหน่งเสียเปรียบซ่ะแล้ว ไอ้2ตัวที่โดนเรายิงไปเมื่อกี้ก็กลับมาแล้วด้วย
" เอางี้ ถอยก่อน รอให้ ทีม D ส่งคนที่ยิงแม่นๆ มาตั้งป้อมรอเก็บมันตอนมันออกมาบ้างแล้ว เดิ๋ยวมึง กับ กู แกล้งทำเป็นวิ่งถอยกลับฐาน อืมเราจะวิ่งอ้อมกลับมาที่นี่ทางด้านข้างหล่ะกัน มันคงไม่ทันสังเกต"
" พอมันโผล่หัวเข้ามาตรงนี้ เราก็ซัดมันเลย ถ้าทำได้ตามนี้เก็บพวกมันหมดแน่" ผมสั่งในทีมเสร็จก็ ลงมือกันเลย
" ถอย ๆ ๆ มาตั้งรับที่ฐานก่อน" เสียงตะโกนมาจากข้างหลัง
"วิ่ง ๆ ๆ " , "ฉิบหายเอ้ย แม่งยิงแม่นฉิบ กรูโดนอีกแล้ว"
แล้วพวกผมก็อ้อมกลับมาที่เดิม แต่ปืนของผมยังนับอยู่ 10 9 8 . . .
"แม่งจะทันไหมว่ะ คงต้องลุ้นว่าสไนเปอร์ของทีม D แม่นแค่ไหน " 7 6 5 . . .
"หลุดเข้ามา 3 น่ะ ทีม D รายงาน" 4 3 . . .
"เร็ว ๆ โว้ย เดิ๋ยวตายห่ากันหมดพอดี" 2 . 1 . . .
ปัง ๆ ๆ มันเป้นเสียงจากปืนเพื่อนผม ฝ่ายนั้นโดนไป 1 อีกสองกำลังจะมา 0 .... Ready
"ลุย ! ! !" นิ้วผมกดแช่อยู่ที่ไกปืนอยู่แล้ว มันก็ทำงานมรวินาทีนั้นทันที่ 2 คนที่เหลือ ปืนก็นับไป 10 วินาทีทองของพวกผมมาแล้ว เพราะ มันล้มไปแล้ว 5 ตัว พวกผมก็บุกทันที
"สไนเปอร์ ดูตัวซุ่ม ด้วยน่ะ " ไม่ทันขาดคำ ปืนเพื่อนผมก็นับไปซ่ะแล้ว แต่ผมเห็นแสงไฟจากปืนมันแล้ว ทีม R ที่เหลือ ก็ บุกเข้าไปลึกแล้ว ถ้าเก็บตัวนี้อีกตัว แล้วให้ ทีม D สนับสนุน งานนี้ได้แต้มกัน มหาศาลแน่
เพียงไม่กี่วินาที ผมก็เข้าถึงไอ้ตัวเนียนซุ่มยิงผมมาหลายดอกแล้ว ผมก็ซัดมันเต็มที่เลย กะว่าเอาให้มันไม่ต้องตื่นมาเล่นอีกเลย
ทั้งทีม R และ ทีม D ก็บุกเข้าไปยึดฐานฝ่ายตรงข้ามได้ จากนั่นๆไฟก็สว่างขึ้น
อ่ะจบแล้วหรอ
ยังครับ ยกแรงยกเท่านั้นเอง ผมก็เปลี่ยนจาก ทีม R มาเป็น ทีม D บ้าง แล้วก็ ประชุมแผน
คราวนี้ พวกเราจะบุกจากทางด้านขวา โดยจะทิ้งผมไว้คอยส่องตัวที่จะเข้าฐาน หวังหว่าแผน ตุ๋ยทางด้านขวาของเราจะสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว
สัญญาณไฟมาแล้ว 3 2 1 ... go go go Go!!
นับแต้มกัน
เวลา 15 นาทีก็ผ่านพ้นไป การต่อสู้ หลังๆก็ต้องวางแผนกันให้ลึกขึ้น ซ้อนแผนกันไปกันมา ยำเค้าบ้าง โดนเค้ายำซ่ะเละบ้าง พอจบเกมส์ก็มานั่งหัวเราะกัน สนุกมาก นี่ขนาดอยู่ในห้องแอร์น่ะ แต่เหงื่อนี่ไหลกันย้อยทุกคนเลย เมื่อนับคะแนนกัน พวกผมก็ชนะกันไปอย่างเฉียดฉิว นี่ถ้าผมยิงโดนพวกเดิ๋ยวกันมากกว่านี่อีกนิด คงโดนหักแต้มจนแพ้แน่ อย่างว่ามืดๆ ดุ่ยๆ มาผมก็ซัดไว้ก่อนหล่ะ อิ อิ อิ. อ่ะ ซักพัก สาวๆ ก็ ออกมาจาก พิพิธภัณฑ์กัน พวกผมก็ตกลงไปไหนกันดี อืม เดินเล่นซักพักแล้ว ไปพัทยาเหนือกันดีกว่า
โบว์ลิ่ง
มาพัทยาเหนือ อืม .. ทำไรดีหว่า ผมก็เสนอเลยว่า ไปโยนโบว์กันดีกว่า งั้นก็ไปโยนโบวืลิ่งกัน พวกผมตอนนั้นก็แทบจะไม่เคยเล่นกันมาก่อนเลย แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องมาเล่นถึงพัทยาหว่า ก็จัดแจงเช่ารองเท้า และซื้อถุงเท้ากัน แล้วก็ลงสนามกันเลย พวกผมการโดน ท่าก็ไม่ได้เรื่อง คะแนนก็ไม่ได้เรื่อง โยนๆกันไป เล่นกันแค่เกมส์เดียวก็เมื่อยแล้ว (มันจะคุ้มค่ารองเท้า กับถุงเท้าไหมเนี่ย )
เดินปายตามชายหาด
จากนั้นพวกผมเดินกัน ตั้งแต่พัทยาเหนือเรื่อยไปจนถึงพัทยาใต้กันเลย ก็ เดินไป ดูสาวไป กินไป เดินไป ตลอดข้างทางก็แวะถ่ายรูปกัน เมื่อยก็นั่ง เน้นสบายๆ เรื่อยเปื่อย จนมาถึง พัทยาใต้ เราก็แวะกินข้าวต้มรอบดึกกัน แล้วก็กลับที่พัก
เมากันอีกแล้วเพื่อนตู
คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายดั่งนั้น อะไรที่เหลือในตู้เย็นเราก็เอาออกมาจัดการให้หมด คืนนั่นมีเรื่องราวมากมายที่พวกเราได้คุยกัน มีอีกหลายเรื่องที่ยังเป็นความทรงจำกันถึงทุกวันนี้ หน้าที่ของผมก็เล่นกีต้าร์สร้างความรำคาญให้เพื่อนๆขณะที่ดื่มกันอย่างเมามัน คืนนี้พวกเรานอนกันดึกมาก ๆ เพราะพรุ่งนี้ เที่ยงๆ ก็กลับแล้ว เราไม่มีกิจกรรมทำพรุ่งนี้ ตื่นมาก็ เตรียมตัวกลับ กรุงเทพเลย
โอ้วหูของผม
หลังจากที่ผมกลับจากพัทยาไม่กี่วันผมก็ไปตรวจสุขภาพ เนื่องจากว่าตั้งใจไว้แล้วว่ากลับมาจากพัทยาจะไปตรวจสุขภาพซักหน่อย เพราะช่วงนี้รู้สึกว่าใจมันสั่นๆ ก็เหมือนทั่วไป คือไปตรวจเลือด ตรวจฉี่ วัดคลื่นหัวใจ หมอก็ว่าไม่เป้นไร คิดมากไปเองมั้ง แล้วผมก็ถามหมอว่า ทำไมช่วงนี้ผมเจ็บหูจังเลย หมอก็เลยส่งผมไปแผนกหู หลังจากที่หมอส่องกล้อง ก็ พบว่าผม แก้วหูอักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง ผมก็มานั่งนึกว่าต้องเป็นไอ้เรือกล้องตัวแสบแน่เลย เพราะเวลาตกน้ำคงลงผิดท่า และบวกกับความรุนแรง จึงทำให้เกิดแรงอัดเข้าที่หูอย่างแรง หมอบอกว่าให้กินยาแล้วก็หยอดยาด้วย อีกไม่กี่วันก็หาย หลังจากนั้นมาผมก็บอกลากับเรือกล้วยตลอดชีวิต
ขอบคุณที่ติดตามครับ
ก็มาถึงช่วงสุดท้าย ใครอ่านมาจนถึงตรงนี้ถึงเรียกว่ารักกันจริง การไปพัทยาคราวนี้ พวกผมสนุกมาก แถบเจ็บตัวกลับมาด้วย ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ก็ 1 พันบาทเท่านั้นคุ้มสุดๆ คราวหน้าจะเป็นเรื่องของการไปเที่ยวภูกระดึง (Pull กะ ดึง) อันนี้ก็สนุกดีเดินกันขาลากเลย แล้วอย่าลืมติดตามน่ะครับ
![]() Base from true story
บางช่วงของเนื้อหาอาจจริงหรือไม่จริงก็ได้ ยังไงควรปรึกษาผู้ปกครอง หรือใช้วิจารณญาณตรวจสอบกันดูน่ะครับ
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ (ใหญ่) 5月28日 เกาะช้าง Chang Island @ 03/2540เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา
ขอแนะนำสถานที่แห่งที่ 2 ที่กระผมได้เดินทางไปกับเพื่อนๆ แต่มันอาจจะนานมาแล้ว ผ่านมาแล้ว 9 ปี ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนต่อจาก ที ลอ ซู เลย แต่ก็เพราะขี้เกียจ วันนี้ได้ โอกาศดี จึงมาเขียนเรื่องราวแบ่งให้รับรู้กันครับ
เกาะช้าง @ ตราด
การเดินทางไปเกาะช้างนั่น พวกผมไปกันแบบว่า ไปตายเอาดาบหน้า ไม่มีข้อมูล ไม่มีการเตรียมการใด ๆ ทั้งสิ้น การเดินทางไปครั้งนี้ มีเพียง 3 คนเท่านั่น คือ เอ้ เต่า และ ผม (ไปคราวนี้ไปกับเพื่อนมัธยม)
พอเพื่อนมันโทรมา ผมก็เก็บของ พอเช้าเราก็ไปขึ้นรถที่เอกมัยกัน ตีตั๋วไปจังหวัดตราด ด้วยรถปรับอากาศ ป.1 การเดินทางไปเกาะช้างนั้นขาเดินทางไปช่างทรมารมากๆ เพราะว่า พวก ผมเดินทางไปกันช่วงที่มีเช็งเม็งวันจริงพอดี ใครที่เคยเดินทางไปภาคตะวันออกช่วงนี้คงเข้าในน่ะครับ เราใช้เวลา 6 ชั่วโมงกว่าจะเดินทางมาถึงตัวเมืองจังหวัดตราด จากนั้นก็เรียกรถสี่ล้อเล็ก แล้วก็บอกเค้าว่า พี่ผมอยากไปเกาะช้าง แล้ว พี่เค้าก็พาเราไปที่ท่าเรือ (แหลมงอบ)
![]() ขึ้นฝั่งที่เกาะช้าง
เมื่อมาถึงแหลมงอบ พวกเราก็ซื้อตั๋วขึ้นเรือทันที แต่เรือยังไม่มาเราก็ต้องหาอะไรใส่ท้องกันก่อน เมื่อมื้อเที่ยงตอนบ่าย 3 ผ่านไปเรือก็มา พวกเราก็ขึ้นเรือ แล้วก็เข้าไปนั่งในห้องคนขับเรือเลย(สะพานเรือ) แล้วเรือก็ลอยผ่าทะเลไปเรื่อย ๆ จน มาถึงซ่ะที พอเรือเทียบท่า พวกผมก็จับ 2 แถว ขึ้นไปเลย แล้วมันก็วิ่งไป วิ่งไป คนอื่นเค้าก็ลงไปหมดแล้ว แต่พวกผมก็ยังไม่ลงคงกะว่าคืนนี้พวกตูจะนอนบนรถหล่ะมั้ง แล้วคนขับก็ลงมาถามว่าจะไปไหนครับ พวกผมก็บอกว่าไม่รู้ครับพี่ แนะนำซักที่ซีครับเอาไม่แพงน่ะพี่ แล้วพี่เค้าก็พามาส่งที่หาดคลองพร้าว แล้วรถก็มาจอดที่ เมจิค รีสอร์ท เราก็กระโดดลงจากรถแล้วก็ไปถามราคาค่าห้องก็ 499บาท ต่อคืน พวกผมก็ขอ 1 คืนก่อนหล่ะกัน ม่ะรู้จะไปไหนแล้ว
![]() ปั่นจักร เที่ยวเกาะ
เมื่อเอาของไปเก็บที่ห้อง พวกเราก็เช่าจักรยานเพื่อปั่นเที่ยวในเกาะ ถนนที่เกาะช้างเวลานั้นกำลังอยู่ในช่วงปรับปรุง ซึ่งหลายช่วงยังคงเป็นลูกรังอยู่ เวลาปั่นจักรยานก็เลยเจ็บก้นกันไป เส้นทางการเดินทางก็ปั่นย้อนกลับไปที่ท่าเรือเพื่อสำรวจเส้นทาง และก็ ดูว่าจะมีที่ไหนจะมาอาศัยนอนวันพรุ่งนี้บ้าง ผมรู้สึกว่าหาดส่วนใหญ่ที่เกาะช้างนั้นส่วนใหญ่จะโดนรีสอร์ท หรือ โรงแรมจับจองไปหมดแล้ว หาดที่แบบว่าเข้าไปเล่นได้เลยก็เลยไม่เห็น
![]() กิน นั่ง นอน
หลังจากกลับจากการปั่นจักรยาน ก็เย็นมากแล้ว พวกเราก็ไปสั่งอาหารกันที่ร้านอาหารของที่พักเลย แล้วก็ สอบถามพนักงานร้านว่ามีกิจกรรมอะไรทำบ้าง ทางริสอร์ทก็เสนอว่าไปดำน้ำดูปะการังไหม พวกผมก็เลยเลือกอันนี้แหล่ะ จากนั้นก็ออกไปเดินชายหาด นั่งๆ นอนๆ อยู่แถวนั้นจนยุงมาไล่ พวกเราก็ ชักจะไม่ไหว ก็ กลับเข้าห้องนอน รอเช้าลงเรือไปดำน้ำกัน
![]() แล่นเรือ ลงน้ำ
เช้าวันรุ่งขึ้น เราทานอาหารเช้าเสร็จก็ เตรียมตัวเดินทางไปเล่นน้ำ ทางที่พักเค้าก็พาเราลงเรือเร็ว(ก็คล้ายๆเรือหางยาว) แล้วก็แจก สน็อร์กเกิล(snorkel) ,ชุชีพ และ อาหารกล่องมื้อกลางวัน เราก็ลงเรือแล้วออกเดินทางกันไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่หมาย คนเรือเค้าบอกว่า บ่ายๆจะมารับกลับน่ะครับ พี่ก็ดำน้ำเล่นน้ำอยู่แถวๆนี้หล่ะกันน่ะครับ เกาะที่ผมไปมีหาดทรายไม่กว้างมาก แต่ก็มีคนหลายกลุ่มและมีเรือมาจอดเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ ดำน้ำเพื่อชมประการัง และปลาต่างๆ เมื่อพวกผมลงเรือก็หาที่ว่างๆวางของสัมภาระแล้วก็ลงเล่นน้ำกันเลย snorkelแรกๆผมก็ใช้ไม่เป็น ต้องซ้อมกันอยู่ซัก10นาที เพื่อให้เกิดความเคยชินกับการใช้งานเพราะต้องหายใจเข้าทางปาก ออกทางจมูก แต่ซักพักก็ชิน หลังจากนั้นเราก็ลงน้ำเลย
![]() ![]() ลอยคอ รอคอย
พวกผมก็ลงไปไม่ได้ห่างฝั่งซักเท่าไหร่ เพราะความที่ไม่เคย ก็ ลอยตุ๋บป่องๆ อยู่แถวใกล้ๆ หาด จากนั้นพอเก็นคนเริ่มไปไกลขึ้น เราก็ลองตามเค้าไป อืม ออกมาไกลเราก็เห็นอะไรมาขึ้น และไม่ต้องคอยระวังเจ้าหอยเม่น ที่อาจจะไปเหยียบโดนได้ ส่วนใหญ่แถวๆนั่นก็ จะเป็นหิน และปะการังชายฝั่ง ความสวยงามจะระดับไหนผมก็ไม่รู้เพราะไม่เคยดำ แต่ก็มากพอให้ผมตื่นตาตื่นใจ ปลาต่างๆอาจจะน้อยไปหน่อยเพราะคนเยอะ ก็เลยไม่ค่อยได้เห็นปลามาก เราลงน้ำกับไปได้ชั่วโมงกว่าๆ ก็ ขึ้นฝั่งมากินข้าวกล่องที่เตรียมมาจากฝั่งนู้น เมื่อ อิ่มแล้ว พวกเราก็ ลงไปแช่น้ำต่อ คราวนี้ไม่ดำน้ำแล้ว ก็แช่น้ำไป ถ่ายรูปไป รอเวลาที่เรือจะมารับกลับไปเกาะช้าง
![]() ![]() เก็บเป้ย้ายบ้าน
เมื่อกลับถึงฝั่งพวกผมก็อาบน้ำแล้วเก็บของเข้าเป้ เพื่อไปหาหาดอื่นนอนต่อ ถ้าจำไม่ผิดพวกผมน่าจะมาพักที่หาดไก่แบ้ พวกเรามาพักที่ซันไลต์รีสอร์ท ค่าพักถูกมากเพราะเป็นกระต๊อบ แล้วก็ใช้ห้องน้ำรวม ก็ประมาณ 199 บาทต่อคืน เราก็เลยตกลงใจเอาที่นี้แหล่ะ มีหมอนมีมุ้งกะที่รองนอนก็โอเคแล้ว หลังจากนั้นก็ออกไปเดินที่ชายหาดถ่ายรูปกัน แล้วก็ หาข้าวกิน แล้วก็เข้านอน เมื่อจากอ่อนเพลียมาจากตอนที่อยู่เกาะเราก้หลับกันสนิทเลย
![]() เช้าวันสุดท้าย
แล้วก็มาถึงวันสุดท้ายจนได้ วันนี้เมื่อเราตื่นขึ้นก็ไม่สนใจอะไรทั้งสี้นนอกจากของกิน เราก็หาข้าวกินกันแต่เช้าเลย จากนั้นก็เดินเล่น และ ถ่ายรูปกันแถวรีสอร์ท วันนี้พวกผมไม่คิดอะไรมาก ก็กะว่าพอเที่ยงๆ ก็จะกลับเข้าตัวเมืองจังหวัดตราดแล้วก็ท่องเที่ยวเมือง แล้วก็รอกลับบ้าน พวกผมหลังจากออกจากเกาะช้างแล้วก็มานั่งแง่วกันอยู่ที่ตัวเมืองจังหวัดตราด เพราะรถขากลับมันออกประมาณบ่าย 3 ตัวอ.เมืองก็ไม่มีอะไรมาก ผมก็ว่ามันน่าจะทั่วๆไป ไม่ได้คึกคักเหมือนที่เกาะช้าง เมื่อถึงเวลารถออกพวกผมก็ขึ้นรถแล้วก็หลับกันยาวๆเลย ขากลับรถไม่ค่อยติดซักเท่าไหร่ มาถึงกรุงเทพก็ประมาณทุ่ม กว่าๆได้ พวกผมก็จบการเดินทางไปเกาะช้างกันที่สถานีขนส่งเอกมัย
โดยสรุปแล้ว การไปเกาะช้างครั้งนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมาก ก็ไปเรื่อยๆตามมีตามเกิด แต่ก็ไม่ถึงกับไม่สนุก ถ้ามีเวลาค้นหาข้อมูลมากกว่านี้คงจะได้อะไรมากกว่านี้ หลังจากงานนี้แล้ว การเดินทางท่องเที่ยวครั้งถัดไปของผมคือ ไป เที่ยวบ้านเพื่อนที่ พัทยา ไปพัทยาคราวนี้ ไปกันเกือบอาทิตย์ได้ แต่ใช้เงินน้อยมากเพราะอาศัยนอนบ้านเพื่อน
ขอขอบคุณทุกข้อเสนอแนะครับ (จะมีใครอ่านถึงบรรทัดนี้ไหมน่ะ)
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ (ใหญ่) 2月19日 ที ลอ ซู @ 2539น้ำตกที่มีความสวยงาม และ ยิ่งใหญ่แห่งภาคตะวันตก
ปีนี้ ก็ผ่านมา 10 ปี หลังจากที่ผมได้ไปเที่ยวน้ำตก ทีลอซู อ.อุ้มผาง จ.ตาก
ก็มารำลึกกันหน่อยว่าเป็นยังไงบ้าง ใครที่ไปมาแล้วอาจจะไม่เหมือนอย่างที่ผมไปมา เพราะช่วงที่ผมเดินทางไปเป็นช่วงหน้าฝน รถเข้าไม่ได้แน่นอน และช่วงนั้นยังไม่มีการโปรโมทน้ำตก จึงยังมีคนรู้จักน้อย
คณะผู้เดินทาง
ผม (ใหญ่) ต้น หนุ่ม อาท และ ถั่ว (เจี๊ยบ)
ทีลอซู เป็นชื่อสถานที่ที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย ผมได้รับการแนะนำจากไอ้ถั่ว ที่เอารูปน้ำตกมาให้ดู แล้วมันก็ บอกว่า เป็นน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้แล้ว (รองมาก็ คือ น้ำตกคลองลาน ผมไปมาแล้ว งั้นๆ ) พวกเราก็รวมหัวกัน แล้วตกลงกันว่า กูจะไปกัน มึงจัดมาเลย เราก็รวบรวมมากันได้ 5 คน โดยไอ้ถั่ว เป็นหัวหน้างาน จัดเต็นและ วางแผนการเดินทาง ส่วนผมทำหน้าที่จองตั๋วรถไปแม่สอดที่หมอชิตเก่า (ตอนนี้กลายเป็นที่จอดรถไฟฟ้า BTS ไปแล้ว) การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางเข้าป่าครั้งแรกของผม ผมก็ต้องไปซื้อเป้และ รองเท้าสำหรับการเดินทาง เมื่อทุกอย่างพร้อม หลังจากที่เราจบจากวิชา workshop ที่อยุธยา เราก็ ออกเดินทางจากกรุงเทพกันตอน4ทุ่ม มุ่งหน้าสู่ อ.แม่สอด
ตั้งต้น
เราเดินทางถึงแม่สอด ประมาณ 7 โมงเช้า เมื่อมาถึงเราก็ เดินเที่ยวตลาด ผมรู้สึกว่ามัน พม่าๆ ยังไงไม่รู้(อ.แม่สอด เป็นอำเภอชายแดนติดพม่า) เราทานอาหารเช้าที่ตลาด เข้าห้องน้ำแปรงฟัน จากนั้นก็ ไปหารถที่จะเข้าอ.อุ้มผ่าง เราได้ไปกับรถสองแถวเที่ยวแรกที่เข้าอุ้มผ่าง ราคาตั๋วประมาณ 90 บาท ออกเดินทางจากแม่สอดตอน 9 โมงเช้า
Transport
รถสองแถวที่เราไปเป็นรถสองแถวหวานเย็นวิ่งไปเรื่อยๆ ในรถก็มีกลุ่มพวกผม แล้วก็ชาวบ้าน ข้าวสาร ถังน้ำมัน และ หนังสือพิมพ์ฉบับเช้า(แสดงเราไปเที่ยวแรกแน่นอน ชาวบ้านที่อุ้มผ่างจะได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเช้ากันช่วงบ่าย) การเดินทางของเราก็ ผ่านทางโค้งแนวเข้าไปเรื่อยๆ จอดแวะรับคนไปเรื่อยๆ จอดตรงไหน ผมก็ลงไปฉี่ตรงนั้น (กลัวว่าขากลับ จะหลง) เป็นการเดินทางที่หน้าเบื่อมาก โค้งแล้วโค้งเล่า เนินเขาต่างๆ ลัดเลาะไปตามแนวเข้าเรื่อยๆ สุดท้ายก็ถึงครับ บ่าย 3 เราก็เข้าสู่อ.อุ้มผาง ลงจากรถเสียที (เส้นทางคดเคี้ยวสลับซับซ้อน 1,219 โค้งจาก อ.แม่สอด ถึงอุ้มผางระยะทาง 164 กม.)
ถึงซักที
จากนั้น พวกเราก็เดินทางหาคนนำทางเข้าน้ำตก เมื่อเราได้คนนำทางแล้ว เค้าก็ แนะนำให้เราไปพักที่รีสอร์ทริมแม่กลอง(ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว) คืนนี้เราเข้าพักที่บังกะโลไม้ไผ่ ราคา 199 ต่อคืน พวกเราก็เอาของเข้าไปเก็บในที่พัก ล้างหน้าแปรงฟัน อาบน้ำ จากนั้นก็ออกเดินเที่ยวเมือง
ชมเมือง
อ.อุ้มผ่าง ถ้าเมืองที่อยู่อาศัยมีขนาดไม่ใหญ่มาก เดินเท้าซักประมาณชั่วโมงนิดๆก็ทั่วแล้ว ชาวบ้านที่อุ้มผ่างมีความเป้นมิตรกับแขกผู้มาเยือนมาก ไปที่ไหนก็มีแต่รอยยิ้มและ การทักกทายกันตลอด จึงไม่น่าแปลกเลยที่อุ้มผ่างจะเป้นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวแล้ว อยากจะกลับมาเยือนอีกครั้ง ซึ่งก็รวมถึงพวกผมด้วย พวกผมก็หาซื้อของกินที่จำเป็นเอาไว้กินในป่า คืนนี้เราก็เข้านอนกันเร็ว เพราะอ่อนเพลียจากการนั่งรถตั้งแต่กรุงเทพ มาจนถึง อุ้มผ่าง และพรุ่งนี้พวกเราต้องออกเดินทางเข้าน้ำตกกันแต่เช้า
ล่องลำน้ำกก
พวกเราตื่นกันแต่เช้า เพื่อเตรียมตัวออกล่องแพกันตอน 8โมงเช้า การเดินทางเราแบ่งกันเป็น 2 กลุ่ม เพราะแพมีขนาดไม่ใหญ่มาก ผมกับหนุ่มอยู่แพเดียวกันด้วยเหตุผลว่าตัวใหญ่ทั้งคู่ อีกแพก็จะมี 3 คนคือ ต้น อาท และ ถั่ว แพที่เราเราใช้เป็นแพที่สร้างจากไม้ไผ่ มีที่นั้งตรงกลางเล็กๆ และสามารถวางของได้ (ตอนนี้คงไม่มีแล้วเพราะเค้าห้ามนำไผ่มาทำแพแล้ว ก็ เป็นเรือยางแทนแล้ว) ก่อนลงแพของทั้งหมดของเราถูกบรรจุใส่ถุงดำ(ก็ถุงขยะนั่นแล่ะ) และมัดอย่างดีกันเปียก เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็เริ่มลงแพจากที่พักเลย
แพของพวกเรา 2 ลำล่องไปตามลำน้ำพร้อมกันไป โดยไม่มีเครื่องยนต์มาเกี่ยวข้อง อาศัยคนคัดท้ายเรือกับหัวเรือเพื่อให้แพล่องไปตามลำน้ำ
ในช่วงแรกของการล่องลำน้ำ แพเราล่องไปตามลำน้ำเรื่อยๆ อากาศก็เริ่มเย็นและสดชื่นมากๆ ตลอด 2 ข้างทางจะมีต้นไม้ขึ้นเขียวเต็มไปหมดไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆเข้ามาปะปนเลย เมื่อผ่านมาได้ซักพักเราก็ ผ่านสถนาที่สำคัญต่างๆคือ ผ่าเลือด(ผามีสีแดง) ผาโหว่ น้ำตกเล็กๆ และ น้ำตก ทีลอจ่อ หรือ เค้าเรียกกันว่า น้ำตกสายฝน
เมื่อผ่านจุดเหล่านั้น ก็มาถึงช่วงที่ลำน้ำสงบ เราก็ เอาแพมาต่อกันชั่วคราว เพื่อได้ถ่ายรูป และคุยกันเกี่ยวกับระยะทางที่ผ่านมา หลังจากนั้นเราก็แยกแพกันอีกครั้ง เราก็ล่องมาตามลำน้ำชมธรรมชาติไปเรื่อยๆ แล้วเราก็มาถึงปลายทางของแพคือ ท่าทราย
เดินเท้า เข้าป่า
ท่าทราย เป็นปลายทงของแพ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเท้า เราล่องแพมาถึงท่าทรายประมาณเที่ยงกว่า เราก็เริ่มก่อไฟแถวริมน้ำ โดยมีพรานนำทางคือ พี่ประครอง ช่วยเราก่อไฟ (พอเราลงจากแพคนที่มากับแพ ก็นำแพกลับ จึงเหลือแต่พี่ประครองที่จะนำเราเข้าอุทยาน) พี่เค้าชำนาญมาก แปบเดียวเราก็ได้ไฟสำหรับต้มมาม่า แล้ว พี่แกก็ทำทัพพีให้จากบ้องไม้ไผ่ทึ่หักอยู่แถวนั้น เราก็ซัดมาม่ากันอย่างอร่อย แล้วก็ดับไฟ เอาของออกจากถุงแล้วก็แบกมันเข้าป่ากัน
เมื่อเรากระจายน้ำหนักของของที่จะต้องแบกให้ทุกคนแล้ว เราก็เริ่มย้ำเท้าเข้าป่ากัน เส้นทางที่เดินทางเข้าก็ คือทางที่รถวิ่งเข้าป่ามีระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร แต่ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ถนนจึงเละมากไม่สามารถเอารถกระบะ 4WD เข้าได้ แม้จะติดโซ่ที่ล้อแล้ว ดังนั่นจึงมีสิ่งเดียวที่พาเราไปได้ตอนนี้ก็ คือ เท้าของเรา เส้นทางที่เดินทางเข้าอาจจะยากสำหรับรถ แต่การเดินเท้านั้นสบายๆ เราเดินกันไปร้องเพลงแหกปากกันไป(จิงๆแล้ว เวลาเข้าป่าไม่ควรแหกปากเพราะจะทำให้ป่าขาดความสงบ) การเดินเท้าเข้าไปพวกเราใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง แต่พวกเราเดินๆหยุดๆ เหนื่อยตรงไหนก็นั่งพัก พอมีแรงก็เดินต่อ บรรยากาศตลอดทางดีมาก สดชื่น ไร้มลพิษ เป็นอะไรที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆเลยครับในเมือง ตลอดเส้นทางไม่เดินตามใคร หรือมีใครสวนออกมาเลย ป่าเป็นของพวกเราเท่านั้นจริงๆ แต่การเดินเท้าครั้งนี้ จะมีก็ไอ้อาทที่ลำบากสุดเพราะมันเอากระเป๋ามาผิดแบบ มันเอาแบบหูหิ้วมา แทนที่จะเอามาแบบเป้กัน ก็เลยเมื่อยสุดๆ มันหิ้วกันจนหูขาดไปข้างเลย เมื่อเราเดินทางมาจนใกล้ถึงอุทยาน ก็มีสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้เราเดินทางเร็วขึ้น นั่นคือ ฝนมาแล้ว
เค้าว่าใกล้ตา แต่ไกลตีน
พวกเราเดินทางมาจนใกล้มากแล้ว พี่ประครอง แกบอกว่าอีกไม่ไกลตรงนั้นไง เดิ๋ยวก็ถึง แกพูดอย่างงี้มาได้ซัก 2ชั่วโมงแต่อย่างว่า แกพยายามให้กำลังใจพวกผม พวกผมมันก็ ไม่เคยมาอย่างงี้ด้วย เดินไป หอบไป เมื่อยชิอ๋าย พวกเราร้องเพลงปลุกใจตัวเองหมดเป็นอัลบั้ม หมดเพลงเชียร์คณะไปไม่รู้เท่าไร โดยเฉพาะตะวันรุ่งทุ่งรังสิต แต่แล้วเราก็ มากันจนถึงหน้าอุทยาน เดินอีกไม่ถึงโลก็ถึง ที่ทำการ แต่ฝนมาแล้ว พวกผมก็ต้องโกยกันเต็มฝีเท้า ด้วยแรงอึดสุดท้ายเราก็ มา ล้มตัวกันข้างที่ทำการอุทยาน นั่งหอบแฮก ๆ และก็มีพี่ป่าไม้มารับ เราก็ได้พูดคุยกับพี่ป่าไม้กันสนุกสนาน พี่แกก็ใจดีให้เรากางเต็นท์ใต้ร้านสวัสดิการ จะได้ไม่เปียกฝน เราก็รอฝนซ่าแล้วก็ เดินไปที่ร้านสวัสดิการเพื่อกางเต็นท์นอนกัน
นอน นอน หมดแรง
เมื่อเรากางเต็นท์กันเสร็จ เราก็ไปอาบน้ำกัน ตอนนั้นก็ประมาณ 5 โมงเย็นได้แล้ว น้ำที่เราอาบกันเย็นมาก ทางอุทยานผันน้ำมาจากน้ำตก ที่อุทยานมีห้องน้ำถือว่าดีครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องห้องน้ำ เมื่อชำระร่างกายแล้ว เราก็ตั้งไฟ ต้มม่ามา อุ่นปลากระป๋อง กินกันเป็นมื้อเย็น เมื่อเรากินกันเสร็จก็ ล้างหม้อสนามแล้วก็ คุยกันถึงเรื่องราวของวันนี้และ ก็สอบถามเรื่องน้ำตกจากพี่ประครอง เราได้ความรู้มากมายจากพี่เค้า พวกเราคุยกันถึง 2 ทุ่ม พวกเราก็เข้านอนกัน เพราะเหนื่อยมาก และพรุ่งนี้เราจะเข้าน้ำตก กัน
ตื่นเช้า เข้าปาก
พวกผมตื่นกัน ก็ ประมาณ 6โมงกว่าๆได้ อากาศเย็นสดชื่น เมื่อคืนผมหลับกันสนิทไม่มีตื่นมากลางดึกเลย คงเป็นเพราะว่าเหนื่อยมากๆ เมื่อทุกคนตื่นกันหมดแล้ว เราก็ออกมาล้างหน้าแปรงฟันกัน พี่ประครองได้ก่อไฟไว้ให้พวกเราแล้ว พร้อมด้วยปลาย่าง1ตัวที่พี่เค้าไปตกมาได้จากน้ำตกเมื่อคืน(ไม่รู้ว่าพี่แกไปตอนไหน) เราก็เลยได้ปลาสดๆ มาย่างกินอีกหนึ่ง เมนูหลักยังคงเหมือนเดิมครับ ม่ามา ปลากระป๋อง พวกเราก็กินปันกับพี่เค้าอย่างเมามัน แล้วพวกเราก็ล้างอุปกรณ์การกินทั้งหลายแล้วก็ เอาชุดไปเล่นน้ำตกกัน
โอ้ว... ทีลอซู !
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม (จิงๆ ก็ แค่ผ้าเช็ดตัว) เราก็เดินทางเข้าน้ำตก ระยะจากอุทยานไปน้ำตกไม่ไกลเลย น่าจะประมาณ 1.4 กิโลได้เดินกัน ประมาณ 15 นาทีก็ถึงแล้ว เมื่อมาถึงชั้นแรกๆ ก็เป็นน้ำตกขนาดเล็ก ซึ่งหาดูได้ทั่วไปตามน้ำตกที่อื่นๆ เราต้องเดินทางข้ามน้ำตกเพื่อเข้าไปในส่วนที่ลึกกว่า และสวยกว่า
เวลาเราเดินข้ามอาจจะอันตรายไปหน่อย เพราเราต้องเดินตัดน้ำตกไปอีกฝั่งนึง ซึ่งพื้นลื่น และ น้ำแรงมาก ถ้าข้อเท้าไม่แข็งแรงอาจจะร่วงลงไปข้างล่างได้ ซึ่งมาถึงตรงนี้ผมก็เสียซองใส่กล้องของผมไปเพราะมันตกน้ำแล้วก็ ไหลตกไปข้างล่างเลย พวกเราก็ค่อยๆ ขยับกันไป ช่วยกันจับช่วยกันดึง จนกระทั้งเรามาถึง ชั้นที่สวยที่สุด
ทีลอซู ของพวกเรา
ตลอดระยะที่เราเดินเข้าหาน้ำตกเราก็ จะได้ยินเสียงน้ำที่กระทบด้านล่างตลอดเวลา และมันก็ดังขึ้น ๆ มันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก แล้วเราก็ มาถึงสถานที่เสียงน้ำตกดัง้องไปทั่ว ไม่ว่าจะยืนตรงไปก็เปลียกเพราะละอ่องน้ำลอยไปทั่ว ลมพัดแรงเนื่องจากกระแสน้ำที่ไหลลงมาจากที่สูง มันคือทีลอซุ ที่พวกผมดั้นด้นกันมา เพราะพวกผมมากันช่วงฝน มันจึงดูยิ่งใหญ่มากเป็นพิเศษ น้ำตกไหลลงมาเป็นแผ่นกว้างมาก แบ่งเป็น 2 ช่วง (เค้าว่าถ้าน้ำหลากจิงๆจะ รวมกันเป็นแผ่นเดียว เป็นกำแพงน้ำเลย)
พวกเราเข้าไปกันเช้า อีกกลุ่มที่เข้ามาพักที่อุทยานยังไม่มา น้ำตกจึงไม่มีใครเลย นอกจากพวกผม พวกผมก็ เลยอุบาทย์กันได้เต็มที่ เพราะไม่ต้องเกรงใจใคร น้ำตกของพวกเรากลุ่มเดียว พวกผมก็แก้ผ้าลงเล่นน้ำ น้ำที่นี่เย็นมากลงไปครั้งแรกก็หวั่นๆ แต่พอซักพักก็โอเค สุดยอด ถ่ายรูปกันไปอย่างเมามัน
ประมาณ 1 ชั่วโมงเราก็ต้องออกจากที่นี้เพื่อกลับที่พัก เพราะว่าเราต้องเดินเท้าออกจากอุทยานไปขึ้นรถกับอุ้มผ่าง ไม่งั้นจะเย็นเกินไปกว่าจะออกจากป่า
เก็บของ ย่ำเท้า
พวกผมเก็บข้าวของกันอย่างรวดเร็ว เพื่อทำเวลาชดเชยที่เราอยู่ในน้ำตก การเดินทางกลับนั้นเป็นคนหล่ะทางกับที่เรามา ก็อาศัยทางเดินเข้าป่า เป็นทางที่ชาวบ้านใช้เดินทางกัน เรามีสมาชิกในการเดินเท้าเพิ่มอีก 1 คน คือ พี่ป่าไม้ที่เราคุยด้วยเมื่อวาน พวกผมก็เลยมีคนนำทาง 2คน สบายๆ เลย
ตลอดเส้นทางก็จะคล้ายๆกับการเดินทางเข้า แต่ว่าจะทรหดกว่าเพราะต้องเดินขึ้นลงเข้าตลอดทาง พวกผมก็เหมือนขาเข้า เดินๆ หอบๆ หยุดๆ แล้วเราก็ลัดเลาะมาจนถึงริมน้ำกกอีกครั้ง พวกผมก็ ตั้งครัวม่ามากันอีกครั้ง แต่คราวนี้มีข้าวเหนียวของพี่ป่าไม้ด้วย
จากนั้นพวกผมก็เริ่มเดินตามทางธรรมชาติ เพราะพวกผมดันทะลึ่งไปถามพี่ป่าไม้ว่า พี่มีทางลัดไหน พี่แกก็พาออกนอกเส้นทางเข้าทางลัดของพี่เลย เราก็เดินลุยๆเข้าไป บางครั้งเราก็ลื่นไหลลงผ่าลาดเตี้ยๆ ต้องไปลากกันขึ้นมา แล้วเราก็มาถึงจุดนัดหมายคือ แพไม้ที่เค้าทิ้งไว้ให้ถ่อข้ามแม่น้ำ เมื่อเราถ่อแพข้ามน้ำมาได้ เราก็เดินกันต่อ สุดท้ายก็ถึงหมู่บ้านกระเหรี่ยงซึ่งมีกระบะมารอรับเรา
หมดแรง.....
เมื่อพวกเราขึ้นรถกลับที่พัก พวกเราก็ออกอาการหมดแรงกันทันที ไม่มีใครอยากจะทำอะไรนอกจากนั่งเฉยๆ กะว่าถ้าถึงเมื่อไหร่จะนอนเอาแรงกันซักหน่อย เมื่อเดินทางมาถึงที่พัก คืนนี้เราก็ตกลงกันเลยว่า พี่ผมเอาอีกหลังน่ะ ไม่นอนหลังเดิมแล้ว เพราะเมื่อยมาก คืนนี้เรานอนห้องราคา 499 บาท แต่นอนได้ทุกคนเพราะหลังใหญ่ มื้อเย็นเราก็ให้ทางรีสอร์ทจัดมาให้เลย แบบว่าพี่เอาชุดใหญ่เลยพี่ ไม่ได้กินของดีมาหลายวันแล้ว ทางร้านเค้าก็จัดให้อย่างดีกินกันไม่อั้น ที่รีสอร์ทก็ยังไม่มีใครมาพักนอกจากพวกผม ก็มันไม่ใช่น่าท่องเที่ยวของที่นี้ เมื่อพวกผมซัดมื้อเย็นกันอย่างเต็มที่ก็เข้านอนกันหลับปุ๋ยกันถ้วนหน้า
เช้านี้ที่ดอยหัวหมด
ประมาณตี 5 ของวันใหม่ ก็มีคนมาตะโกนเรียก "นี่ พวกคุณจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นไหม" พวกผมก็จัดแจงแหกขี้ตาแปรงฟันแล้วก็ ขึ้นรถกระบะเดินทางไปดอยหัวหมด
ดอยหัวหมดเป็นสถานที่ที่จะมาดูพระอาทิตย์ ขึ้นจากทะเลหมอกและหุบเข้า ที่เรียกว่าดอยหัวหมด เพราะมันแทบไม่มีต้นไม้เลยมีแต่หิน เป็นเนินหินที่ไม่สูงมาก เดินขึ้นไปซัก5นาทีก็ถึงจุดชมวิวแล้ว
เก็บของ กลับบ้าน
เมื่อพวกเรากลับมาจากดอยหัวหมด ก็ซัดมื้อเช้ากันแล้ว ก็จัดแจงชำระหนี้สินทั้งหลายจนหมดสิ้น และได้ทำการจ้างรถกระบะเพื่อเดินทางจากอุ้มผางกลับแม่สอด เมื่อจากตอนเรามาได้รับรู้แล้วว่าสองแถวของพี่มันหวานเย็นมากเลย พวกผมก็วัยรุ่นใจร้อนซ่ะด้วย คืนที่เรานอนกันที่น้ำตกได้คุยกับพี่ประครองว่าพี่มีทางกลับที่เร็วๆไหม พี่แกก็เลยแนะนำว่าจ้างรถออกไปซีแต่ต้องดูจังหวะด้วยน่ะถ้าเค้าจะออกไปแม่สอดอยู่แล้วก็สบายหน่อย เราก็เลยถามหาว่าคันไหนจะออกไปทำธุระที่แม่สอดบ้าง เราก็ได้มา1คัน
พี่คนขับแกโคตรจะชำนาญทางมาก คิดว่าพี่แกคงจะรู้จักทุกโค้งจำได้หมด เราได้ซิ่งและเสียวกันสมใจอยาก เพราะพี่แกเข้าโค้งแบบว่าไม่มีชะลอพวกเราก็เลยมาถึงแม่สอดด้วยความรวดเร็ว แต่พวกผมก็มีแวะจอดถ่ายรูปน่ะ และยังได้แวะน้ำตกพาเจริญ ซึ่งอยู่แถวทางเข้าเส้นแม่สอดอุ้มผางด้วย
กลับบ้านเฮา
ด้วยความเร็วที่เราคาดไม่ถึงว่าพี่ท่านจะมาได้เร็วขนาดนี้ เราก็มาถึงแม่สอดก่อนเวลารถ บขส.ออกเกือบ 5 ชั่วโมง พวกผมก็เดินเล่นกันในเมืองแม่สอด หาอะไรกินกันแล้วก็ขึ้นรถกลับบ้าน
ถ้าใครขึ้นรถแล้วยังไม่หลับ เส้นทางที่เดินทางกลับจะผ่านช่วงที่เรียกว่าเส้นทางพิศวง ทำไมหรอ อืม... คือจะมีถนนอยู่ช่วงนึงซึ่งเค้าบอกว่าถ้าจอดรถแล้วปลดเกียร์ว่างรถจะไหลขึ้นเนินเอง (จิงๆมันไหลลง แต่มุมที่เราเห็นกลับจุดที่เรายืนดูมันจะเห็นเป็นว่าไหลขึ้นเนิน) แต่พวกผมผ่านมาตอนกลางคืน รถ บขส. มันคงไม่จอดให้เราดูแน่ ก็เลยไม่มีโอกาศได้ทดลอง ถ้าใครได้ผ่านไปเอารถไปเองก็ลองดูน่ะครับ เค้ามีป้ายบอกไว้ชัดเจนว่าบริเวณไหนให้จอดรถตรงไหน
พวกผมก็จบการเดินทางมาเที่ยวน้ำตกเพียงเท่านี้ เป็นการเดินทางที่สนุกมากได้ครบเกือบทุกอย่าง ระยะเวลาก็ 4วัน 5คืน ใครที่ได้ไปแล้วก็ช่วยกันเก็บรักษามันได้ด้วยน่ะครับ ทิ้งไว้แค่รอบเท้า เอากลับมาแค่ความทรงจำ และภาพถ่ายก็พอ
blog อันนี้ผมใช้เวลาเล่าเรื่องราวเกือบ 1เดือน ก็ตั้งใจว่าจะค่อยๆเขียนไปที่ล่ะส่วนไม่อยากเขียนที่เดียวจบ รูปทั้งหมดอยู่ข้างล่างน่ะครับ ก็ขอให้ทุกคนเที่ยวให้สนุกน่ะครับ คราวหน้าจะพาไปเกาะช้างครับอันนี้คงไม่ยาวเพราะไปแค่ 3 วัน 2 คืน
ขอบคุณครับที่ติดตาม
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ |
|
|