SATTAS 的个人资料SaTTaS照片日志列表更多 工具 帮助

日志


7月15日

โอกาศ หรือ วิกฤต เงินบาท

เมื่อเงินบาทแข็งตัว
ช่วงนี้กระแสเงินบาทมาแรงเหลือเกิน ทำลายสถิติสูงสุดกันทุกสัปดาห์ บางคนก็ตื่นเต้นกับค่าเงินที่สูงขึ้น แต่บางคนก็ย่ำแย่กับการที่เงินบาทแข็งเกินไป แล้วเงินบาทมันแข็งได้ยังไง อันนี้ถ้าใครเคยอ่านหัวเรื่อง ตลาดหุ้น คงน่าจะนึกออก สรุปเอาง่ายๆ ก็คือพอในตลาดเงินมีการซื้อเงินบาทเยอะ มูลค่ามันก็เพิ่มขึ้น พอเงินไหลเข้ามาเยอะ ๆ มูลค่าเงินบาทก็สูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าเงินไหลออกมากๆ เงินบาทก็ลงเหมือนกัน
 
ใครได้เงิน ใครเสียเงิน
เป็นเรื่องธรรมชาติของระบบเศรษฐศาสตร์ ก็คือเอาเงินของคนอื่นมาไว้ในการเป๋าเราอย่างแบนเนียน แล้วก็บอกว่าเป็นไปตามกลไกทางเศรษฐกิจ ถ้าเงินมันเข้ากระเป๋าเราเยอะก็ดี แต่ถ้ามันน้อยก็แย่ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นก็ทำให้บางคนมีเงินเยอะขึ้น แต่บางคนก็เงินน้อยลง แล้วใครได้ผลประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า
 
แข็งแล้วดี
คนกลุ่มนี้ชัดๆ ที่สุดก็คือ กลุ่มผู้นำเข้า เพราะจ่ายเท่าเดิม ได้ของเยอะขึ้น หรือ ซื้อเท่าเดิม แต่จ่ายน้อยลง
กลุ่มธุรกิจที่ไปลงทุนที่ต่างประเทศ อันนี้ก็พวกที่ไปเปิดโรงงาน หรือ ไปลงทุนที่ต่างประเทศ เพราะเงินที่ไหลออกไปใช้เพื่อสนับสนุนธุรกิจมีมูลค่ามากขึ้น
เงินกู้ต่างประเทศ เพราะว่า เวลาเรากู้มาเป็น Dollar เมื่อบาทแข็งยอดเงินกู้เราก็ลดลง จึงเป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการชำระหนี้
ราคาน้ำมันภายในประเทศ เพราะเราจะได้ราคาน้ำมันที่ถูกลง แม้ว่ามันจะขึ้นราคาก็ตาม
 
แข็งแล้วแย่
กลุ่มผู้ส่งออก เพราะว่า ว่าต้องส่งของเยอะขึ้น แต่ได้เงินเท่าเดิม อันนี้เป็นปัญหาหลัก
กลุ่มบุคคลที่รับเงินเดือน สกุลอื่น อันนี้ก็ลำบากหน่อย
กลุ่มนักลงทุนที่มีแผนจะเข้ามาลงทุนในประเทศ เนื่องจาก เงินที่จะนำเข้ามามีมูลค่าน้อยลง
 
ผลกระทบต่างๆ
วันนี้ค่าเงินลงมาจาก 40 บาท มาถึง 33 บาท ก็ใช้เวลาประมาณปีกว่าๆ จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ลงเร็วมา แต่เป็นเพราะเราปรับตัวไม่ทัน มันไหลลงมาเรื่อยๆ อย่างช้าๆ เพราะตกแล้ว เดือนนึงลดไปเกือบ 0.5 บาท ต่อ $Us. และ ก็เป็นแนวโน้มอย่างนี้มานานกว่า 12 เดือน ซึ่งผู้ประกอบการทั้งหลาย ถ้าบอกว่าปรับตัวไม่ทันคงจะเป็นเพราะไม่เคยมานั่งสังเกตุว่าค่าเงินแปรผันไปทางไหน อัตราค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นคนที่โดนไปเต็มๆก็คือผู้ส่งออก ซึ่งถ้าผู้ส่งออกยังอาศัยเทคนิคขายถูกขายมาก ก็คงจะล่มสลายไปกลับอัตราค่าเงินบาทครั้งนี้แน่นอน ผู้ส่งออกจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการผลิต ใช้ทรัพยากรการผลิตให้คุ้มค่ามากขึ้น พยายามปรับแผนการผลิต ใช้ระบบสกุงเงินอื่นในการซื้อขาย อย่างเช่นถ้าไปยุโรป ก็ใช้สกุลเงินยูโรแทน เพราะทุกวันนี้เราเอาค่าเงินเราไปผูกกับสหรัฐอเมริกา ถ้าเงินมันอ่อน เงินบาทก็จะแข็งค่าขึ้น ซึ่งสหรัฐก็เริ่มมีปัญหาเรื่องการเงิน การเมือง แล้วก็สงคราม บางครั้งเงินบาทของเราจึงแข็งค่าอย่างไร้เหตุผล มาในส่วนผู้นำเข้า ผู้นำเข้าก็มีโอกาศนำสินค้าเข้ามามากขึ้น ในขณะที่จ่ายเท่าเดิม ซึ่งเป็นโอกาศอันดีที่ใครคิดจะขยายโรงงาน หรือ ต้นทุนส่วนใหญ่มาจากการนำเข้า ก็รีบฉวยโอกาศนี้ซ่ะ เพราะ คิดว่าเงินบาทคงไปไม่ถึง 30 บาท ต่อ $Us. แน่นอน เพราะถึงตอนนนั้นเงินทุนที่เข้ามาซื้อเงินบาทคงจะไหลออกไปแล้ว ส่วนเรื่องการชำระหนี้ต่างประเทศช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีมาก สำหรับการชำระหนี้ เพราะว่า เมื่อเงินบาทแข็งค่า เงินบาทเราก็จะมีค่ามากขึ้น หนี้ที่มีอยู่ก็จะน้อยลง ทำให้เราสามารถชำระหนี้บางส่วนออกไปได้ เพราะลดภาระหนี้ในอนาคต
 
กราฟ ค่าเงินบาท
แนวตั้งคือ หน่วย เงินบาทครับ
แนวนอน คือ ค่าเฉลี่ยในเดือนต่างๆ เริ่มตั้งแต่ 01/49, 02/49 ,. . .,06/50 แล้วก็ 12/07/50 รวมระยะเวลา 19เดือน
ซึ่งถ้าสังเกตุจากกราฟ มันก็ไม่มีอะไรหวือหวา เพราะมันก็ลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ผันผ่วนซักเท่าไหร่ แต่ว่ามันลงมากไปหรือเปล่า อันนี้คงต้องไปถาม แบงค์ชาติดูน่ะครับ
 
ผมสรุปเอาเอง
ทุกวันนี้ ถ้านับตั้งแต่ เดือนมกราคม 2549 ถึง กรกฏาคม 2550 ค่าเงินบาท ก็ลดลงจาก 39.7239 มาที่ 33.4621 ก็ใช้เวลา 19 เดือน คิดเป็นเงิน 6.2618 บาท หรือ 15.76% ลองคิดดูว่า ถ้า คุณเคยได้เงินเดือน อยู่ที่ 1,000$ จากที่เคยได้ 39,723.9 บาท แต่วันนี้เหลือ 33,462.1 บาท มันก็น่าใจหายเหมือนกัน แต่ถ้าเมื่อก่อนคุณเคยซื้อของ 1,000$  แต่วันนี้ถูกลงไป 6,261.8 บาท มันก็น่าดีใจไม่น้อย ดั่งนั้นมุมมองมันอยู่ที่ว่าเราอยู่มุมไหน ถ้าอยู่มุมที่ได้มันก็ดี แต่ถ้าอยู่มุมที่เสีย มันก็น่าหดหู่ใจไม่น้อย คงที่เสียเปรียบก็คงต้องปรับตัวกันน่าดู แต่คงที่ได้เปรียบก็อย่าประมาท เพราะถ้าค่าเงินไม่นิ่ง แผนการตลาดมันก็ต้องแยบยลมากขึ้น แต่มีอยู่เรื่องนึงที่คิดว่าทุกคงคงได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของค่าเงิน นั่นก็คือราคาน้ำมัน ลองคิดดูซิว่า ถ้าตอนนี้ค่าเงินบาท เราอยู่ที่ 39 บาท /$ วันนี้(12/07/2550)ค่าน้ำมันจะอยู่ที่ 29.99 +15.76$ = 34.71 บาท ต่อ ลิตร หรือที่นักวิชาการตะโกนกันใหญ่ว่า เราควรจะอยู่ที่ 36บาท /$ ราคาน้ำมัน เบนซิน95ก็จะอยู่ที่ 32.10 บาท/ลิตร ซึ่งผมคิดว่ามันน่าจะวิกฤตกว่าทุกวันนี้แน่นอน
 
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ (ใหญ่)
 
อัตาแลกเปลี่ยน http://www.bot.or.th
ราคาน้ำมัน http://www.pttplc.com
 
10月8日

สลากกินแบ่งรัฐบาล Lottery หวย

"ช่วยราษฎร์ เสริมรัฐ ยืนหยัดยุติธรรม"

สลากกินแบ่งรัฐบาลทุกคนก็น่าจะรู้จักกันดี บางท่านอาจจะไม่รู้ว่า มันเป็นยังไงน่ะ เค้าดูกันยังไงซื้อกันยังไงแต่ รู้แน่ว่ามันคืออะไร แต่ที่แน่ๆ รัฐบาลให้โอกาศคนไทยได้เป็นเศรษฐีเดือนหล่ะ 2 ครั้ง
http://www.glo.or.th เป็นเว็ปไซด์ของ สำนักงานสลากกิบแบ่งรัฐบาลพวกท่านก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียด ประวัติ วิธีการออกรางวัล และ ตรวจผลสลากย้อนหลังได้ แต่ต้องอย่าเข้าวันที่ 1 กับ 16 ของเดือน ช่วงเวลา 16.00 - 16.30น. น่ะครับ เพราะจะเข้ายากมากๆๆ ถ้าจะตรวจผลช่วงเลานั้นแนะนำให้เข้าที่ http://www.manager.co.th หรือ http://www.sanook.com แทนน่ะครับ
การเขียน Blog ครั้งนี้ เป็นเนื้อเรื่องที่มีความเสี่ยง เป็นเรื่องของดวง และ ความน่าจะเป็น ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณให้มากๆในการอ่าน เพราะผมไม่สนับสนันสนุนการเล่นหวยแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่ได้เล่นเพื่อแสวงหาความร่ำวย แต่เพื่อเพิ่มช่องทางหนึ่งของการลงทุน เพราะผมก็ใช้หลายหลักการมาประกอบรวมกันจนเป็นรูปแบบของผม ดังนั้นการตั้งใจเรียน และขยันทำงานเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดน่ะครับ หวยเอาแค่สนุกๆก็พอ
 
หวย VS สลากกินแบ่ง
สลากกินแบ่งนั้นในประเทศเราก็มีมานานแล้ว ผมเองก็รู้จักมันมาตั้งแต่เด็กก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอะไร เพราะก็จะเห็นแม่ มานั่งจดเลข อะไรก็ไม่รู้ 2 ตัว บ้าง 3 ตัวบ้าง งง !!! แล้วแม่เรียกมันว่าหวย ตอนแรกๆผมก็สงสัยว่า หวย กับ สลากกินแบ่ง มันต่างกันยังไงหว่า แล้วทำไมเวลาตรวจถึงต้องเอาหวยไปตรวจกับสลากกินแบ่งด้วยน่ะ พอหลังๆจึงเข้าใจว่า หวยเป็นทางเลือกหนึ่งของการถูกรางวัล มีระบบที่เรียกว่า Credit มีส่วนลด ไม่ต้องซื้อเต็มราคาก็ได้ แต่ผลต้องไปเทียบกับ สลากกินแบ่งรัฐบาล
 
อัตราค่าต่อรอง
ถ้าเทียบกับปัจจุบัน
สลากกินแบ่งรัฐบาล
รางวัลที่ 1 ก็ เอาไปเลย 2 ล้าน  แต่ถ้า เลขชุดตรงกันอีก ก็เอาไปเลย 30 ล้านบาท
รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 คือ เลขของราวัลที่ 1 บวกลบ 1 อันนี้ก็ได้ไป 5 หมื่นบาท แล้วก็มานั่งเสียดายชั่วชีวิต เพราะหยิบผิดไปใบเดียว
รางวัลที่ 2 ก็ได้ไป 1 แสนบาท
รางวัลที่ 3 ก็ 4 หมื่นบาท
รางวัลที่ 4 ก็ 2 หมื่นบาท
รางวัลที่ 5 นิดหน่อย ได้ไป 10,000.00 บาท
รางวัล เลขท้าย 3 ตัว ก็ 2,000.00 บาท
สุดท้าย รางวัล เลขท้าย 2 ตัว 1,000.00 บาท
 
สลากพิเศษ 3 ตัว และ 2 ตัว
อันนี้ ถอดแบบมาจากหวยเลย หรือ อีกชื่อเค้าเรียกว่าหวยบนดิน เพราะว่าคนแทงหวยกันเยอะมากๆ รัฐบาลเลยเห็นว่ารับเองเลยดีกว่า
3 ตัวตรง แทง 1 จ่าย 500 บาท
3 ตัวโต๊ด แทง 1 จ่าย 100 บาท
2 ตัวบน แทง 1 จ่าย 65 บาท
2 ตัวล่าง แทง 1 จ่าย 65 บาท
 
หวย
อันนี้เป็นแม่แบบของ สลากพิเศษ 3 ตัว และ 2 ตัว มีมากันตั้งแต่ผมยังเด็กน้อยจนบัดนี้ก็ปาไป 30 แล้ว ก็ยังมีอยู่
3 ตัวตรง แทง 1 จ่าย 450 - 500 บาท
3 ตัวโต๊ด แทง 1 จ่าย 90 - 100 บาท
2 ตัวบน แทง 1 จ่าย 65 -70 บาท
2 ตัวล่าง แทง 1 จ่าย 65 - 70 บาท
วิ่ง 3 ตัวบน แทง 1 จ่าย 3 บาท
วิ่ง 2 ตัวล่าง แทง 1 จ่าย 4 บาท
 
ตรง โต๊ด บน ล่าง วิ่ง
ถ้าผมให้รางวัลที่ 1 คือ 546789
รางวัลเลขท้าย 2 ตัว คือ 13
3 ตัวตรง คือ ถูกเลขท้าย 3 ตัวของราวัลที่ 1 แบบตรงเลขตรงหลัก = 789
3 ตัวโต๊ด คิอ ถูกเลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 แบบตรงเลขไม่ตรงหลัก = 798 , 879 ,897 , 978 และ 987
2 ตัวบน คือ ถูกเลขท้าย 2 ตัวของราวัลที่ 1 แบบตรงเลขตรงหลัก = 89
2 ตัวล่าง คือ ถูกรางวัลเลขท้าย 2 ตัว แบบตรงเลขตรงหลัก = 13
วิ่ง คือการเลือก ตัวเลขมา 1 เลข แล้ว เราก็ แทงว่าเลขนี้จะต้องออก อย่างเช่น ผมจะวิ่ง 2 บน ถ้าผมตรวจรางวัลแล้ว ไม่มีเลข 2 ที่ตำแหน่งเลขท้ายสามตัวของรางวัลที่หนึ่ง ก็ไม่ถูก อย่างในตัวอย่าง เลขท้าย 3ตัวของรางวัลที่ 1 คือ 7 8 และ 9 ถ้า ผมก็ต้องวิ่ง 7 หรือ 8 หรือ 9 ตัวใดตัวหนึ่งถึงจะถูก ในอีกกรณีหนึ่งถ้าผมวิ่งล่าง นั่นก็หมายความว่า ถ้าผมวิ่งตัวเลขที่ไม่ตรงกับรางวัลเลขท้าย 2 ตัว ก็ คือ 1 และ 3 ผมก็จะไม่ถูก
สะดุด ก็คือ วิ่งแล้วไม่ถูก ก็ สะดุดหัวทิ้มปาย
เอาเป็นว่า ผมคิดว่าทุกคนน่าจะเข้าใจแล้วครับมาเข้าเรื่องการแทงหวยของผมดีกว่า
 
แรงบันดาลใจ
เมื่อก่อนนั้นผมเป็นคนที่ติดตามข่าวในตลาดหุ้น อ่านในโฆษณาเรื่องการลงทุน แล้วก็ฟังมาจากเพื่อนๆ ว่าลงทุนกันยังไงมองตลาดยังไงวิเคราะห์กันยังไง แล้วอยู่มาวันหนึงผมก็ลองแทงหวยเล่นๆ เริ่มต้นที่ 20 คุณ 20 บาท (ในวงการ จะหมายความว่า แทงตรง 20 บาท แทงโต๊ด 20 บาท ถ้า 20 คูณ 30 ก็ ตรง 20 โต๊ด 30) แล้ว ก็ ถูก รางวัล ได้ มา 1,200 บาท อืมก็ดีใจมาก เพราะไม่เคยถูกหวยมาก่อน หลังจากนั้น ก้ แทง บ้าง ไม่แทงบ้าง 10 บาท 20 บาท ก็แล้วแต่อารมย์ หลังจากนั้นผมก็ ได้มาอ่านแผ่นพับของธนาคารทหารไทยที่เชื้อเชิญให้มาซื้อกองทุน ในนั้นเค้ากล่าวถึงวิธีการลงทุนไว้ว่า "กระจายเงินทุนออกเป็นก้อนๆ ลงทุนเข้าไปในตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องสนใจว่า หุ้นจะขึ้นหรือจะลง ของแค่มีวินัยในการลงทุน" แล้วผมก็มานึกได้ว่าในตอนเด็ก ผมได้อ่านหนังสือการ์ตูนเล่นนึงเป้นเรื่องเกี่ยวกับเซียนพนัน ในนั้นมีอยู่ตอนนึงคือเป็นการต่อสู้กันของ 2 ฝ่าย โดยฝ่ายพระเอกจะแทงชนะตลอด แต่ผู้ที่มาท้าชิงกลับไม่กลับอะไรเลย เพราะเค้ามีหลังการแทงคือ พอเสียก็ทบเข้าไปเรื่อย ๆ แล้วผู้ท้าชิงก็พูดว่า"ขอแค่นายแพ้แค่ครั้งเดียว นายก็สู้เราไม่ได้แล้ว" และสุดท้าย น่าจะมาจากเรื่อง Ocean Eleven มีประโยคที่ว่า "นายไม่มีทางชนะบ่อนได้หรอก ถ้านายไม่มีเงินมากกว่าบ่อน" ผมก็จับเอาที่พูดมาทั้งหมดการเขียนเป็นแผนการลงทุนด้านหวย
 
หลักการนั้นแสนง่าย แต่จะทำได้หรือเปล่า
ผมสรุปเอาง่ายก็คือว่า
1. ต้องรู้สถานะทางการเงินของตัวเอง (จ่ายได้สูงสุดเท่าไหร่ มีเงินเข้ามาเท่าไหร่)
2. ต้องมีระเบียบวินัยในการแทงหวย พยายามอย่างเสี่ยงโดยเฉพาะเลขเด็ด
3. ต้องรู้ว่าเสียไปแล้วเท่าไหร่ เมื่อถูกหวยแล้วต้องกำไรในหน่วยการลงทุนนั้น
4. ต้องใจเย็น และ ไม่รีบร้อน เพราะบางครั้งเราอาจจะไม่ถูกหวยเลยทั้งปีก็ได้
5. ถ้าหลังๆต้องซื้อเยอะๆ พยายามกระจายที่ซื้อ เพื่อลดปัญหาความเสี่ยงเรื่องการชักดาบ เพราะถ้าเราถูรางวัลแค่ แสนกว่าๆ เจ้ามือเค้าจ่ายได้สบายๆ แต่ถ้าไปถึง 5-6แสน บางที่อาจจะยืดเยื้อ
 
สรุปก็คือ เราต้องรู้ว่าเราต้องจ่ายเท่าไหร่ (สำคัญมาก ๆ เพราะ ถ้าคิดว่าเราจะต้องได้เท่าไหร่ จะมีแต่เจ๊งกับเจ๊ง เพราะมันจะเข้าข้อบ่อนมีเงินมากกว่าเรา) แล้วต้องไม่กลัวว่าจะไม่ถูก เพราะเราวางแผนมาว่าจะไม่ถูกอยู่แล้ว และ เมื่อถูกต้องกำไร สุดท้ายต้องแทงตามตาราง และ ระยะเวลาของการลงทุน ปรกติผมจะเขียนแผนไว้ 5 ปี
 
แทงยังไงให้ถูก
ผมก็ไม่รู้ว่าแทงยังไงถึงจะถูก และผมก็ไม่มีเลขเด็ด ไม่มีอาจารณ์ดัง ไม่มีใครมาเข้าฝัน แต่ผมใช้วิธีการลดความเสี่ยงลง โดยทำให้ความน่าจะเป็นของเลขที่เราซื้อมีมากขึ้น แล้วทำยังไงหล่ะ ผมก็มีหลักการคือเราไม่ได้แทงหวยงวดเดียว เราวางแผนการแทงหวยกันเป็นปี เอาง่ายๆ ถ้าเราโยนเหรียญ โอกาศก็จะมีหัว กับ ก้อย ถ้าว่ากันเป็นตาๆไปมันก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะ ถูกคือ 1/2 แต่ถ้า เราบอกว่าใน 5 ตาต้องออกหัวซักครั้ง ความเป็นไปไม่ได้คิอ 1 / 32 ดังนั้น โอกาศที่จะออกหัวคือ 31/32
ถ้าเราจะแทงหวยซักตัว ก็ คงต้องตามกันยาวๆแล้วมองว่าเรามีเงินทุนเท่าไหร่ มีเงินเข้ามาในการลงทุนเท่าไหร่ แล้วก็พยายามลดความเสี่ยงลง ถ้าเราสามารถทำตามนี้ได้ โอกาศที่จะขาดทุนก็จะต่ำลง แต่จำไว้ต้องอดทน และ มีวินัย
 
สรุป
การแทงหวยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแทงให้ถูก แต่ก็พอมีความเป็นไปได้ อยู่ที่เราควบคุมตัวเอง และเงินในการเข้ามาลงทุนได้มากแค่ไหน สำคัญที่สุด เมื่อถูกแล้วต้องกำไร เพราะเราไม่ได้คิดว่าจะถูกทุกครั้ง แต่เราขอแค่ถูกซักครั้ง และที่สำคัญที่สุดอย่าไปจดจ่อกับมัน เพราะมันไม่ใช่รายได้หลักของเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการลงทุนเท่านั้น
 
ขอให้โชคดีทุกคนครับ
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ  (ใหญ่)
 
7月4日

ตลาดทุน ตลาดระดมทุน ตลาดหุ้น ใส่ก่อนย่อมได้เปรียบ

ตลาดทุน ตลาดระดมทุน ใส่ก่อนย่อมได้เปรียบ
วันนี้ ผมก็จะมาเล่าเรื่องที่ติดค้างกันไว้ ใน Blog เก่า คือเรื่อง Economic ใครกำหนด ? ยังไม่ได้อ่านลองแวะไปดูข้างล่างน่ะครับ
 
ตลาดทุน หรือ ตลาดหุ้น (Stock Exchange) เป็นสถานที่ที่หลายคนรู้จักดี บางคนก็ เข้าไปคลุกคลีกับมัน บางคนก็ ได้ดิบได้ดี หลายคนก็หมดเนื้อหมดตัวไปกลับมัน
 
ในตลาดทุน จุดมุ่งหมายหลักๆ ก็คือ การกระจายสัดส่วนความเป็นเจ้าของ ลงไปสู่บุคคลทั่วไป เพื่อมุ่งหวังให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของกิจการ มีการปันผลกำไรจากการลงทุนกลับสู้ผู้บริโภค มันก็ น่าจะคล้ายๆ กับการสหกรณ์
แต่แล้ว เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทที่เป็นเข้าของหุ้น มีผลประกอบการที่เป็นกำไรหุ้นที่เคยมีอยู่ จาก 10 บาท เป็น 15 เป็น 20 นักลงทุนก็เริ่มมองเห็นว่า เออดีจังไม่ต้องทำไรมาก ปล่อยให้มันไปแล้วก็ ได้เงินมากขึ้น แต่เอทำไงถึงจะได้มา ก็ ประกาศรับซื้อเลย ใครต้องการขายก็เอามาขายเลย แล้วก็มีคนเอามาขาย มีคนซื้อก็มีคนขาย พอมากๆเข้า ก็เป็นตลาด แล้วก็พัฒนามาจนถึงทุกวันนี้
 
ก็ถ้ามันขึ้นเรื่อยๆ ก็คงไม่น่าจะมีปัญหา แต่อย่างที่ผมเคยบอกไว้ ว่า ถ้ามีคนกำไร ก็ต้องมีคนขาดทุนแน่นอน มันก็ต้องมีบ้างแหล่ะที่พอซื้อมาแล้ว บริษัทมันขาดทุน ปิดกิจการ ถ้าเราไปลงตรงนั้นก็ เสร็จกันพอดี
ผม กับ เพื่อนผมชื่อแป๊ะ(หนุ่ม)เคยนั่งดูหุ้นกันสมัยมัธยมปลาย ช่วงนั้นเราเรียน วิชาเศรษฐศาสตร์ ก็กางผุ้จักการอ่านกันทุกวันวิเคราะห์หุ้น เล็งหุ้นไว้ 2 - 3 ตัว มันก็สนุกดี เพราะมันช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น อะไรก็ดีไปหมด แต่พอมาจนถึงช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ใครมีตัวไหนก็เดี้ยงหมดไม่น่ารอด
 
หลังๆผมก็มานั่งคิดว่า ตลาดหุ้นมันของใครหว่า มันต้องมีเจ้าคุมอยุ่แน่นอน
Big Lot คือผู้คุมตลาดหุ้น พอเข้ามาหุ้นก็ขึ้น พอหุ้นขึ้นข้อมูลทางเทคนิดสนับสนุนซักหน่อย รายย่อยก็แห่ซื้อ แล้วหุ้นก็ ขึ้นต่อไป เมื่อฺ Big Lot พอใจก็ถอน แล้วหุ้นก็ลง หลังจากนั้นรายย่อยก็ระส่ำ บางคนยังเกร็งต่อ บางคนก็ถอนตาม ใครติดดอยก็ซวยไป ไม่ถือแช่ก็ต้อง cut lost  วงจรมันก็มีเท่านี้จริงๆ
 
Big Lot นั้น เมื่อเทียบก็อาจจะเป็นแค่ไม้ขีดไฟ เอาแค่จุดให้ติดก็พอ จากนั้นพวกเชื้อไฟรายย่อยก็จะเข้ามาเอง (จริงๆ แล้วต่างชาติเข้ามาลงทุนนั้น ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับรายย่อย แต่ต่างชาติไปลงตรงไหน ตรงนั้นก็สะดุด แล้วรายย่อยอีกมหาสารก็จะตามเข้ามา แม้รายย่อยจะมีปริมาณซื้อขายมากกว่าหลายเท่า แต่ต่างคนต่างลงทุน ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน รายย่อยจึงไม่สามารถควบคุมตลาดได้ และประกอบกับ Brocker ทั้งหลาย มักจะให้ข้อมูลว่า ต่างชาติเข้าตัวนู้น ต่างชาติเข้าตัวนี้ ให้ซื้อตามมันเข้าไป แล้วมันก็รอพวกเอ็งเข้าแหล่ะจะได้ออก - อย่างที่ผมบอก ใครใส่ก่อนย่อมได้เปรียบ)
 
ดังนั้นการลงทุนในตลาดหุ้น ต้องลงทุนกันระยะยาว มองกันหลายๆปี ไม่งั้นก็โดนฝรั่งหลอกแดกไปวันๆแน่นอน
 
วิธีการซื้อหุ้นที่ถูกวิธี
หุ้นลงให้ขาย หุ้นขึ้นให้ซื้อ เล่นยังไงก็ไม่ขาดทุน แต่จะโดนค่าน้ำกินหมด
 
คราวหน้า ผมจะวิเคราะห์เรื่องหวยให้ฟังครับ (ทุกวันนี้ผมลงทุนกับระบบนี้อยู่)
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ
4月11日

Economic ? ใครกำหนด

ขอคั้นรายการด้วยเรื่องที่ผมสงสัยมาหลายปีแล้ว และคิดมาตลอด ว่าทำยังไงถึงจะหลุดจากห่วงโซ่นี้
Economic เศรษฐศาสตร์ ใครเป็นคนกำหนด...
ตอนนี้ เราทุกคนกำลังดำรงชีวิตอยู่ในยุคที่เรียกว่าทุนนิยม ถ้าแปลกันตรงตัวก็ ใครมีทุนก็เป็นที่นิยม ใครมีทุนมากกว่าก็มีโอกาศมากกว่า ใครที่มีทุนน้อยกว่าก็จะเสียเปรียบคนที่มีทุนมากกว่า เมื่อเราอยู่ในระบบนี้ สิ่งที่เราจะทำได้คือการบริหารหนี้ (ถ้าไม่ได้ร่ำรวยมาจากไหน) แปลงหนี้ให้เป็นทุน สร้างโอกาศจากการลงทุน ทำยังไงก็ได้ให้ต้นทุนต่ำ และ กำไรต้องสูงกว่าดอกเบี้ยที่เราต้องจ่าย
กำไร ทุกคนก็ต้องหวังจะกำไร แล้วอะไรคือกำไร ว่ากันง่ายๆ ก็คือ รายรับต้องสูงกว่ารายจ่ายทั้งหมด ส่วนต่างที่เป็น + เรียกกำไร และ ที่เป็น - คือขาดทุน
กำไรได้มาจากไหน ก็ต้องมาจากกระเป๋าคนข้างๆ คุณซีจริงไหม พูดง่ายๆ ถ้านายA กับ นายB มีกันคนละ 100 แล้วมีของตกจากฟ้า 1 ชี้น นาย A เก็บแล้วเอามาขายให้นาย B 20 นายฺ B ก็ซื้อมาแล้วเอาไปเก็บไว้
ตอนนี้ A = 120 B=80  นาย A กำไร 20
จากนั้น B ก็ เอามาขายคืน A 30
ตอนนี้ A = 90 B = 110 นายฺ B กำไร 10
แล้ว A ก็เอาไปขัดๆถูๆ แล้วเอามาขาย B 40
ตอนนี้ A = 130 B = 70 นาย A กำไร 30
มันก็จะเป็นอย่างงี้ไปเรื่อยๆ ใคร เป็นผู้บริโภคอันดับสุดท้ายก็จะขาดทุนเสมอ (ใช่คุณหรือเปล่า ลองสำรวจดู)
เมื่อเรามามองภาพรวมในสังคมของเรา ทุกธุรกิจต้องการกำไรแล้ว ทุกคนมันจะกำไรได้อย่างไรหล่ะ มันก็ต้องมีคนที่ขาดทุน เพื่อเอาเงินของคนเหล่านั้นมาเป็นกำไรของเรา (นายทุนเอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน) เมื่อเราค้นพบกลุ่มคนที่ขาดทุนแล้ว เราก็เริ่มบริหารคนกลุ่มนี้ด้วยเงินกำไรที่เราได้มาจากคนเหล่านั้น แล้วทำอย่างไรหล่ะ
 
1. เราก็จ้างงาน (เค้าก็ จะบอกทำให้เกิดการสร้างงาน) คนพวกนี้จะใช้ต้นทุนที่ต่ำที่สุดในการหากำไร ก็ คือ แรงงาน ปัญญา จำไว้เลยไม่ว่าเค้าจะจ้างคุณแพงแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องกำไร ลูกจ้างที่ข้ามเส้นกำไรมาได้ ก็จะสามารถอยู่ได้ต่อไปโดยไม่ต้องมีข้อ2. ส่วนใครที่ข้ามไม่ได้ก็จะไปข้อ2.ต่อ
 
2. เราก็ปล่อยกู้ (เค้าก็ เรียกว่ากระจายเงินทุน) เมื่อรายรับไม่พอกับรายจ่าย อันนี้เป็นข้อที่อันตรายมาก ใครที่หลงมาแล้วมักจะกลับลำบาก มันจะเหมือนอยู่ในวังวน เพราะในขณะที่เราหยุดนิ่ง แต่หนี้มันจะวิ่งไปข้างหน้าเรื่อย ๆ
 
แล้วทำไงดีหล่ะ เราก็ต้องไปหากำไรจากที่อื่น แล้วดึงเม็ดเงินเข้ามาในสังคมเรา จะได้ไม่มีคนที่ขาดทุน
มันก็เหมือนเดิมแต่มันใหญ่ขึ้น ระดับจังหวัด ระดับประเทศ  เราก็ต้องไปเอาเปรียบชาติอื่น ไปจ้างแรงงานถูก (มีต่างชาติมาลงทุน สร้างงาน) แล้วก็เอาของไปขายมัน ทำให้งบเกินดุลไว้ พอพวกมันขาดทุนเยอะๆ เราก็ไปปล่อยกู้มัน โอ้พระเจ้าเหมือนประเทศเราตอนนี้ไหม
 
ผมก็นั่งคิดว่า ใครจะหลุดพ้นจากบ่วงโซ่นี้ได้ ต่างคนต่างกินกันไปกินกันมา เมื่อกินกันเป็นวงกลม มันก็ไม่หมดไม่สิ้น มันจึงทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกปี เพราะเงินเดือนคุณขึ้นทุกปี ต้นทุนมันก็ต้องขึ้นทุกปี มันก็จะเป็นอย่างงี้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องแปลกใจเลย ถ้าอีกสักวัน มาม่า จะขายห่อละ 500 ในขณะที่เงินเดือนคุณอยู่ที่ 100,000
 
ตอนนี้มีอยู่ไม่กี่ประเทศที่หลุดพ้นบ่วงนี้ก็ คือ ประเทศค้าน้ำมัน คนเหล่านี้อาศัยขุดของฟรีมาขาย คนที่จะหลุดพ้นได้ต้องอาศัยของฟรีให้มากที่สุด นั่นก็คือทรัพยากรธรรมชาติ ต้นทุนมันต่ำ ไม่ต้องสร้างอะไรเลย สร้างแต่โรงกลั่นแล้วก็เอามาขาย ขายอย่างเดียวไม่พอ เอามาปั่นราคาในตลาดอีก เท่านั่นยังไม่พอมีการฮั้วกันกำหนดราคา และอัตราการผลิตอีก ถ้าอย่างของไทยก็คือ เกษตรกรรม แต่โลกทุนนิยม มันต้องอุตสาหกรรม ของเกษตรกรรมมันจึงไม่ค่อยมีค่า เราก็เลยไปได้ไม่ถึงไหน ถ้าเราฮั้วราคาข้าวกันกับประเทศค้าข้าว ป่านนี้ก็รวยกันไปแล้ว
 
แต่ในประเทศไทยก็มีบุคคลอยู่ท่านนึง ซึ่งเข้าใจและค้นพบแนวทางการหลุดห่วงโซ่เศรษฐกิจนี้ ก็ คือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ ในหลวง ของพวกเรา ท่านพระราชทานคำว่า พอเพียง มาให้ ถ้าพวกเราไม่เข้าใจแก่นของคำว่าพอเพียงของพระองค์ท่านก็ยังคงไม่หลุดจากห่วงโซ่นี้แน่นอน
พอเพียง คือการอยู่อย่างพอดี สร้างกำไรจากธรรมชาติ จากทรัพยากรรอบตัวมากกว่ากำไรจากบุคคลรอบข้าง เพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำลง แต่ไม่ถึงกับเงินฝืด เพื่อคงสถานะทางการเงินไว้ ทำให้ต้นทุนเราต่ำกว่า เมื่อมีประเทศอื่นเข้ามาซื้อขาย ก็จะมีผลทำให้เราเกินดุล ค่าเงินแข็งขึ้นเพราะเงินของต่างชาติมาอยุ่ที่เรา ต่างชาติก็ต้องพิมพ์เงินออกมา ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในประเทศนั้นๆ แล้วสุดท้ายเราก็ไป ปล่อยกู้ให้ประเทศนั้นๆ แล้วเราก็ไม่ต้องไปสนใจประเทศนั้นอีก เพราะ ยิ่งปรเทศเจริญมากเท่าไหร่ เราก็จะเจริญมากกว่าเพราะว่าเราเป็นเจ้าหนี้
 
ยังไงก็ฝากไปสำรวจดูครับว่าวันนี้คุณพอเพียงแล้วหรือยัง
ผมไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ น่ะครับ แค่ผมรำคาญคำว่า "เป็นไปตามกลไกตลาดโลก" ระบบนี้ฝรั่งมันคิดน่ะครับ เราก็ไปเรียนตามฝรั่งมันแล้วเมื่อไหร่จะหลุดพ้นหล่ะ
 
ยังมีอีก เรื่องก็คือตลาดทุน หรือ ตลาดหุ้นที่เรารู้จัก ไว้วันหลังจะพูดถึงครับ
วัชรากร พัฒนรัตน์เจริญ